ประเทศตูนีเซีย เป็นประเทศที่เราและนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ไม่คุ้นเคยและไม่ได้เป็นที่หมายน่าสนใจในการเดินไปท่องเที่ยว ด้วยว่าการที่ตูนีเซียตั้งอยู่ในพื้นที่แอฟริกา ซึ่งมีภาพที่เราเห็นจนชินตาผ่านทางสื่อต่างๆเช่น ความอดอยาก ความยากจน และพื้นที่ทะเลทรายซึ่งแห้งแล้งทุรกันดาร สงครามกลางเมืองและจราจล ล่าสุดที่ตูนีเซียเป็น Role Model ให้กับอีกหลายประเทศในโลกมุสลิมในก่อให้เกิดการปฏิวัติดอกมะลิ หรือ The Jasmine Revolution ที่มีการสะสมความไม่พอใจจากการถูกกดขี่ การใช้อำนาจในทางที่ไม่เหมาะสมของผู้นำประเทศ และมาปะทุเมื่อมีเชื้อไฟที่สำคัญซึ่งเกิดจากหนุ่มใหญ่ชาวตูนีเซียซึ่งขายผลไม้เลี้ยงแม่และน้องหลายคนทนความไม่ยุติธรรมของเจ้าหน้าที่ไม่ไหวเมื่อถูกจับกุมและทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม จึงจุดไฟเผาตัวตายเพื่อประท้วง ซึ่งข่าวการเผาตัวตายของเขาเป็นชนวนจุดเชื้อไฟให้ปะทุออกมาทั่วประเทศ เหตุการณ์นั้นเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวอาหรับในประเทศอื่นซึ่งตกอยู่ในสภาพเดียวกันลุกขึ้นมาขับไล่รัฐบาลของตน การเดินทางที่ไกลและใช้เวลานานก็เป็นอีกอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศแห่งนี้ไม่ได้รับความนิยมในการเดินทางมาท่องเที่ยวมากนัก กระนั้นก็ดียังมีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่แสวงหาพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ๆที่ท้าทายที่ยังสดและมีสภาวะการท่องเที่ยวที่ยังสมบูรณ์ซึ่งประเทศตูนีเซียติดอันดับอยู่ในใจนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ในลำดับต้นๆที่จะหาโอกาสมาเยือนให้ได้ ในช่วงที่เดินท่องเที่ยวอยู่ในตูนีเซีย 8 ;วันจะพบนักท่องเที่ยวชาวเอเชียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มจากประเทศเอเชียตะวันออก ยังไม่รวมนักท่องเที่ยวจากยุโรปและเชื้อชาติอื่นที่อยู่ใกล้เคียงซึ่งนิยมเดินทางมาพักผ่อนกันเป็นเวลานานแล้วด้วยว่าค่าใช้จ่ายในการพักผ่อนที่นี่ถูกมากสำหรับชาวยุโรป ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวยังสดและมีคุณภาพมีอยู่มากมายทั่วประเทศ อีกทั้งการบริการต่างๆและสาธารณูปโภคพื้นฐานที่รองรับการท่องเที่ยวก็มีสภาพที่ดีและเพียงพอกับความต้องการ และแม้ตูนีเซียจะเป็นประเทศมุสลิม (ซึ่งมีข้อจำกัดมากมายที่นักท่องเที่ยวต่างศาสนาอาจจะไม่เข้าใจหรือไม่อาจยอมรับได้ในบางประการกรณีเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเหล่านี้) แต่ตูนีเซียก็เป็นประเทศมุสลิมที่เปิดรับความเปลี่ยนแปลงและกล้าที่จะปรับเปลี่ยนในหลายมิติค่อนข้างมาก จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวยุโรปและชาวเอเชียกลุ่มเอเชียตะวันออกนิยมมาเที่ยวที่นี่กันเป็นจำนวนมาก ความสดและความหลากหลายในพื้นที่เดียวกันเป็นเสน่ห์สำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนและทำความรู้จักตูนีเซีย ความหลากหลายทางสถาปัตยกรรมที่รุ่งเรืองในอดีตที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่เป็นจำนวนมากและความสดของทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลายในพื้นที่ประเทศตูนีเซีย โดยมีทั้งความอุดมสมบูณ์เขียวขจี สามารถทำการเกษตรเพาะปลูกได้และความแห้งแล้งของทะเลทรายที่มีพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศอยู่รวมกันอย่างสมดุลย์ในพื้นที่เดียว เสน่ห์อีกอย่างที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนตูนีเซียที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆแม้แต่ประเทศกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน (กลุ่มประเทศมาเกร็บที่ประกอบด้วย โมร็อคโค แอลจีเรียและตูนีเซีย)คือ คนตูนีเซีย ตลอดเวลาที่อยู่ในตูนีเซีย เราจะพบเห็นรอยยิ้มและคำทักทายกับนักท่องเที่ยวตลอดเวลา รอยยิ้มและโบกมือทักทายเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายบนท้องถนนที่เรานั่งรถผ่าน การยินดีให้ความช่วยเหลือซึ่งหากในประเทศอื่นอาจต้องแลกด้วยผลประโยชน์แม้เพียงเล็กน้อย แต่ที่นี่เป็นนิสัยพื้นฐานของคนส่วนใหญ่ซึ่งยินดีช่วยเหลือแม้ไม่มีสิ่งของตอบแทน สิ่งเหล่านี้แม้แต่ในพื้นที่เมืองหลวงหรือเขตเมืองใหญ่ๆที่มีความเจริญทางวัตถุอย่างมากก็สามารถพบเจอได้จนเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ในตลาดหรือซุค(Souk) บรรดาพ่อค้าก็ไม่ได้ตื้อให้ซื้อสินค้า โก่งราคาขูดรีด บังคับหรือมีนิสัยแกมโกง ที่นี่หากตกลงและพอใจที่จะซื้อทั้ง 2 ฝ่ายเรื่องราคาก็ไม่ใช่ปัญหา ซึ่งหากเค้าขายได้และพอมีกำไรบ้างเค้าก็ยินดีที่จะขายให้พร้อมๆกับรอยยิ้ม หากมีคำพูดติดปากกันมาช้านานว่าคนไทยยิ้มง่ายแล้ว คนที่นี่ก็น่าจะยิ้มเก่งไม่แพ้คนไทยเลยทีเดียว ความเป็นคนยิ้มง่ายและเป็นมิตรของที่นี่ ได้ทำให้ภาพสงครามกลางเมือง ความอดยาก และความยากจนของประเทศในแถบแอฟริกาถูกลบหายไปสิ้น นอกเหนือจากสภาพจริงที่ได้มาเห็นกับตาและได้ลองสัมผัสแล้วว่าไม่ได้เป็นอย่างที่พบเห็นในข่าวและสื่อต่างๆแล้ว รอยยิ้มและความเป็นมิตรของคนที่นี่นั่นเองเป็นสิ่งที่สำคัญซึ่งทำให้ ความรู้สึกกลัวและไม่ปลอดภัยจากการได้รับจากการบริโภคข่าวผ่านสื่อต่างๆได้หายไปและแทนที่ด้วยความระลึกและคิดถึงเมื่อเดินทางจากมา การเดินทางมายังประเทศตูนีเซีย ในปัจจุบันมี 2 วิธีคือการเดินทางมายังฝรั่งเศสและต่อมายังเมืองตูนิส ประเทศตูนีเซียทั้งโดยเครื่องบินและเรือ การที่มีจุดเด่นเป็นประเทศที่อยู่ใกล้ทวีปยุโรปโดยห่างจากเกาะซิซิลีของประเทศอิตาลีเพียง 180 กม.เท่านั้นจึงทำให้มักจะมีนักท่องเที่ยวในแถบฝรั่งเศส อิตาลีและหลายประเทศในยุโรปนิยมนำรถส่วนตัวลงเรือข้ามมาเที่ยวยังตูนิสเสมอ นอกจากนี้ยังมีสายการบินของกาตาร์แอร์เวย์จากสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ มายังสนามบินตูนิส คาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย ที่ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 13 ชั่วโมงแบบที่เราเดินทางมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกด้วย ประเทศตูนิเชียมีชื่อที่เป็นทางการคือ สาธารณรัฐตูนิเซีย (The Tunisia Republic) เป็นประเทศอาหรับมุสลิมที่ตั้งอยู่ในแอฟริกาเหนือ บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดใน 3 ประเทศที่มีภูมิประเทศตั้งอยู่บนเทือกเขาแอตลาสเมื่อเทียบกับประเทศไทยแล้วจะมีขนาดเล็กกว่าราว 3 เท่า มีพื้นที่ติดกับประเทศแอลจิเรียทางด้านตะวันตกและประเทศลิเบียทางทิศใต้ จุดเด่นที่เป็นเสน่ห์ที่สำคัญอีกอย่างคือการประเทศที่มีพื้นที่ของทะเลทรายซาฮาร่าอยู่ในประเทศด้วย ซึ่งกินพื้นที่ถึง 40% ( ทางทิศใต้ของประเทศ ) ขณะที่พื้นที่ส่วนที่เหลือกลับเป็นพื้นที่ซึ่งอันอุดมสมบูรณ์มาก สามารถปลูกพืชและทำการเกษตรที่สำคัญได้มากมาย พืชที่ขึ้นชื่อของที่นี่มีทั้งส้ม น้ำมันมะกอก และอินทผาลัมที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกและที่ตูนีเซียเป็นตลาดกลางค้าขายอินทผาลัมโลกด้วย ขณะที่พื้นที่อีกส่วนก็ติดชายฝั่งทะเลที่สามารถเดินทางเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีบทบาทอย่างมากในสมัยโบราณ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการก่อตั้งเมืองคาร์เทจ อันเลื่องชื่อของชาวฟีนิเซีย และ เป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำของอาณาจักรโรมันในเวลาต่อมา รายได้ต่อหัวของชาวตูนิสจะพอๆกันกับชาวไทยโดยค่าเงิน 1 usd = 1.2 -1.5 dtn ภาษาที่ใช้ส่วนใหญ่คือภาษาอาหรับและภาษาฝรั่งเศส ขณะที่ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทั่วไปก็สามารถใช้ได้ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด ส่วนปลั๊กไฟเป็นแบบ Type E คล้ายกับที่ใช้ในฝรั่งเศสและยุโรปส่วนใหญ่ สำนักงานของไทยที่ดูแลตูนิเซีย เดิมคือสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ปัจจุบันใช้ที่เป็นสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงตริโปลีประเทศลิเบีย และการขอ visa สำหรับเป็น group บ.ทัวร์ต่างๆสามารถดำเนินการ visa on arrival ได้แต่หากจะขอเองหรือเดินทางด้วยตนเองจะต้องดำเนินการยื่นที่สถานกงสุลที่กรุงเทพ(ข้างหลังตึกCaesarsที่สี่แยกห้วยขวาง ) และสถานกงศุลจะส่งเอกสารไปที่อินโดนีเซียให้ โดยใช้เวลาประมาณ2อาทิตย์เอกสารที่ต้องใช้ได้แก่ พาสปอร์ตและสำเนาหน้าที่มีภาพถ่ายของตนเอง , ภาพถ่าย 2 นิ้ว 2 ภาพ , จดหมายรับรองจากที่ทำงาน , หลักฐานการจองโรงแรม , สำเนาบัญชีเงินฝาก , เงิน $65 ต้องไม่เก่ากว่าปี2002 และเงินอีก 1500 บาท ลักษณะบ้านเมืองของที่นี่เป็นที่รวมของผู้คนที่หลากหลายและเป็นศูนย์กลางสินค้านานาชนิดมาช้านานด้วยว่าเป็นเมืองท่าชายทะเลมาตั้งแต่อดีต ซึ่งทิ้งหลักฐานและร่องรอยความเจริญรุ่งเรืองผ่านสถาปัตยกรรมแบบอย่างโรมัน และในปัจจุบันก็เต็มไปด้วยไปด้วยตึกสมัยใหม่ผสมกับตึกในรูปแบบจากยุคอาณานิคมในแบบฝรั่งเศส ซึ่งรวมไปถึงวิถีชีวิตของคนที่นี่ก็ดำรงชีวิตคล้ายชาวฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน จุดเด่นที่สำคัญที่พบเห็นบนท้องถนน คือร้านค้าต่างๆโดยเฉพาะร้านกาแฟ ที่มีชาวตูนิสนั่งดื่มกาแฟกันริมถนนหน้าร้านกันเป็นจำนวนมาก ชาวตูนีเชียนภาคภูมิใจกับความเป็น modern islam ของประเทศตนเองเป็นอย่างมาก โดยคนตูนิสเองได้อธิบายว่าการปรับความเป็นมุสลิมให้เข้ากับวิถีชีวิตจริงได้นั้นคือการพัฒนาประเทศอย่างหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งเมื่อทำการบ้านแล้วก็พบว่าน่าจะมีส่วนสำคัญไม่น้อยที่ทำให้ตูนีเซีย มีความก้าวหน้าในวิธีคิดหลายอย่างที่โดดเด่นและแตกต่างจากประเทศอาหรับมุสลิมอื่นๆ ด้วยว่าตูนีเซียได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีแผนพัฒนาประเทศและการพัฒนาด้านการศึกษาที่ดีที่สุดประเทศหนึ่ง จึงทำให้ตูนีเซียที่เป็นประเทศอาหรับซึ่งแทบจะไม่มีทรัพยากรน้ำมันใต้ผิวดินคอยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจหลักของประเทศแต่ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศกลับได้รับการศึกษามากกว่าบางประเทศซึ่งร่ำรวยทรัพยากรน้ำมัน และมากกว่าประเทศที่มีประวัติศาสตร์ ความเจริญรุ่งเรืองมาช้านานอย่างประเทศอียิปต์อีกด้วย การที่มีแนวคิดเป็นที่ยอมรับในระดับสากลจึงทำให้ตูนีเซียมีศักยภาพทางเศรษฐกิจอยู่ในอันดับต้นของภูมิภาคแอฟริกาทั้งในเรื่องเพลังงานปิโตรเลียมและการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากชาวยุโรปในแง่ของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวตากอากาศที่สำคัญอีกด้วย นอกจากนี้ความโดดเด่นที่สร้างความภาคภูมิในการเป็น modern muslim โดยเฉพาะการเป็นประเทศมุสลิมที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้หญิงเป็นอย่างมาก ทั้งการการเปิดโอกาสผู้หญิงมีให้สิทธิในการศึกษา การทำงานได้เท่าเทียมกับผู้ชาย นอกจากนี้ที่นี่ยังให้ชายชาวตูนีเซียมีภรรยาได้เพียงแค่คนเดียวอีกด้วยซึ่งแตกต่างจากประเทศมุสลิมอื่นๆ ดังนั้นถ้าเราไปประเทศมุสลิมอื่นๆ เราอาจคุ้นเคยกับสตรีที่แต่งกายปกปิดมิดชิด คลุมฮิญาบตลอดเวลาที่อยู่นอกบ้าน แต่ที่ตูนีเซียได้มีกฎหมายที่ห้ามสตรีคลุมฮิญาบหรือผ้าคลุมผมในสถานที่ราชการ(นอกเหนือจาก ตุรกีและอาเซอร์ไบจัน ) แม้จะมีเสียงคัดค้านจากชาวกลุ่มมุสลิมที่เคร่งครัด จนต้องมีการปรับแก้กฎหมายให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในที่สุดก็ตาม บรรยากาศตามท้องถนนทั่วไปโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆอย่างตูนิส(tunis) เมืองซูสส์ (sousse) จะพบชาวมุสลิมตูนิส แต่งกายตามสมัยนิยมคล้ายกับชาวตะวันตกทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว นักศึกษาและวัยทำงาน ขณะที่ชาวตูนิสดั้งเดิมที่อายุมากแล้ว หรือตามนอกเมืองให้ออกไปก็พบการแต่งกายเหมือนคนมุสลิมทั่วไปประปราย การเปลี่ยนโฉมจากการแต่งตัวตามประเพณีที่พบเห็นทั่วไปในประเทศมุสลิม มาเป็นการแต่งกายตามสมัยใหม่และใช้ชีวิตที่ใกล้เคียงชาวตะวันตก การมีสิทธิที่เท่าเทียมกันของหญิงชายยุคใหม่ชาวตูนิส จึงมักจะพบเด็กนักเรียน นักศึกษาผู้หญิง เดินกลับจากโรงเรียน มหาวิทยาลัยเป็นปกติ หรือตามร้านอาหาร ร้านกาแฟก็นั่งรวมกันมีแยกหญิงชาย อาจจะด้วยความใกล้ชิดกับกลุ่มประเทศยุโรป ที่ทำให้ชาวตูนิสรับวิธีการคิดตามตะวันตกมาเสียเป็น ซึ่งทำให้มีความโดดเด่นเหนือประเทศในกลุ่มมุสลิมทั่วไป ----------------------------------------------------------------------------------------- วันที่ 1 Tunis – Cathage - Sidi Bou Said – Kairouan วันแรกของการเดินทางเราจะใช้เวลาในพื้นที่เมืองเก่าที่เคยเจริญรุ่งเรืองและมีบทบาทสำคัญในอดีตอย่างเมืองคาร์เทจ( cathage) เราออกจากสนามบินนานาชาติตูนิส คาร์เทจราวๆ 6 โมงเช้าพร้อมกับอากาศที่หนาวเย็นจนสั่นและมีไอจากปากเมื่อยามที่ต้องส่งเสียงพูด ในช่วงเดือนมกราคม ยามเช้าแบบนี้ผู้คนในเมืองตูนิสเริ่มคึกคักแล้วแต่ก็เป็นความคึกคักแบบเงียบเหงา ไม่จอแจ ที่นี่รถไม่ติด ฟ้าใสและผู้คนนิยมเดินไปมามากกว่าใช้รถยนต์ส่วนตัว บรรยากาศจากสนามบินตูนิสไปคาร์เทจนั้นจะผ่านบ้านเมืองที่สร้างอยู่บนเนินเตี้ยๆ สลับกันไป พร้อมกับทุ่งหญ้าเขียวขจีซึ่งขัดกับความรู้สึกแรกที่ทราบว่าต้องมาเยือนตูนีเซีย ประเทศที่มีทะเลทรายเกือบถึงครึ่งประเทศ บ้านเรือนของที่นี่จะสร้างมิดชิดเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยม มีจุดเด่นคือบานประตู หน้าต่างและสีสันของอาคารซึ่งเป็นสีฟ้า ขาว เป็นหลัก เมื่อเริ่มเข้าสู่เขตเมืองเก่าอย่างคาร์เทจแล้วสำหรับคนที่ชื่นชอบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมสมัยกรีก โรมันแล้วน่าจะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่พบเห็นอยู่ข้างหน้า ที่ตูนีเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่อิทธิพลสมัยกรีกโรมัน แผ่ซ่านปกคลุมเข้ามาถึงและหยั่งรากฝังลึกอยู่นาน สิ่งที่สร้างความตื่นตาที่โดดเด่นคือ ความสมบูรณ์ของสิ่งก่อสร้างที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่มากและการเข้าถึงของนักท่องเที่ยวได้อย่างชิดใกล้มากกว่า โดยเฉพาะในพื้นที่คาร์เทจซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดอีกแห่งหนึ่งในอดีตคนพื้นเมืองชาวฟีนีเชียนซึ่งเดินทางโดยเรือค้าขายรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้สร้างอาณาจักรแห่งนี้ในบริเวณปากอ่าวทะเลเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน เพื่อเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ จึงทำให้เมืองคาร์เทจที่ปัจจุบันหลงเหลือแต่ซากนี้ เคยเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองและทรงอิทธิพลไม่แพ้อาณาจักรโรมัน Cathage : คาร์เธจ เป็นเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก ในปี ค.ศ. 1979 เป็นเมืองโรมันโบราณที่ก่อกำเนิดเมื่อ 814 ปี ก่อนคริสตกาลเมื่อชาวฟินิเซียหนีการรุกรานของกรีกและโรมันโดยการนำของเจ้าหญิงดิโด้ ถอยร่นจนมาถึงริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และพระนางได้ขอซื้อที่ดินจากผู้ครอบครองเดิม ในยุคกรีกโบราณคือนครคาร์เธจที่ถูกสร้างขึ้นโดยชาวฟินิเซีย ตั้งอยู่บนแหลมบริเวณเวิ้งอ่าวตูนิส ทำให้ได้เปรียบในด้านการเดินเรือ เป็นยุทธศาสตร์การค้าทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่สำคัญ เป็นจุดการส่งผ่านขึ้นเรือทุกลำที่จะข้ามทะเลสู่เกาะซิซีลี แต่ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องแท้จริงของนครคาร์เธจนั้นสูญหายไปพร้อม ๆกับการสูญสลายจากการพ่ายแพ้ต่อกองทัพโรมันในสงครามพิวนิก ครั้งที่ 3 ที่โรมันได้เผาทำลายนครคาร์เธจจนสิ้นซาก ดังนั้นตำนานคำบอกเล่าต่าง ๆ เกี่ยวกับนครคาร์เธจจึงเป็นเพียงจดหมายเหตุและตำนานจากการบอกเล่าของโรมัน อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาโรมันได้กลับมาสร้างเมืองคาร์เธจให้โชติช่วงขึ้น ใหม่บนซากปรักหักพัง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่ โรงละคร วิลล่า และห้องอาบน้ำ นครคาร์เธจกลายเป็นเมืองหลวงในการบริหารสำหรับแอฟริกา ( ตำนานเดิมกล่าวไว้ว่า พระนางตกลงขอพื้นที่แค่ผืนหนัง จากนั้นได้ขลิบผืนหน้ง ออกเป็นเส้นเล็กแล้วตีขีดเป็นวง จึงทำให้ได้ที่ดินมากพอจะสร้างเป็นเมืองคาร์เธจ ดัวยที่ตั้งแสนเหมาะสมจึงทำให้คาร์เธจเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว หากแต่ความขัดแย้งกับกรีกและโรมัน ซึ่งมีมาแต่เก่าก่อนแล้วนั้น จึงมีศึกสงครามกับกรีกหลายครั้ง รวมถึงครั้งสำคัญ ๆคือสงครามเกาะซิซีลี ตั้งแต่ 480 ถึง 307 ปี ก่อนคริสตกาล ส่วนสงครามกับโรมันนั้นคือสงครามพิวนิค ซึ่งในครั้งที่สามนั้น ทำให้คาร์เธจถึงสิ้นชาติ บ้านเมืองถูกเผาทำลายจนแทบไม่เหลือศิลปะสิ่งก่อสร้างให้เห็น จนกระทั่งจูเลียส ซีซาร์ มาบูรณะคาร์เธจขึ้นใหม่และอยู่ภายใต้อำนาจของโรม ) Sidi Bou Said ซิดิ บู ซาอิด: เมืองที่ห่างจากตูนิสเพียง 20 กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นที่รู้จักกันอย่างมากในแง่ความงดงามและเอกลักษณ์ ความงดงามของศิลปะการใช้สีสัน ฟ้า ขาว เดิมที่นี่เป็นหมู่บ้านของชาวมัวร์ ที่สร้างบนหน้าผาซึ่งสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์แสนงดงามของอ่าวตูนิสได้ ซึ่งมีตำนานเล่าขานไว้ว่า นักบุญหลุยส์ผู้ซึ่งเสร็จจากศึกสงครามได้มาถึงที่แห่งนี้ ได้ตกหลุมรักกับเจ้าหญิงเบอร์เบอร์ และได้อาศัยอยู่อย่างสงบสุข จึงได้เปลี่ยนชื่อและกลายเป็นนักบุญอุปถัมภ์ของหมู่บ้านแห่งนี้ ศิลปะ ทางเดินที่นี่ตามถนนจะปูลาดด้วยหินก้อนโตพาลัดเลาะ คดเคี้ยวไปตามถนนและหมู่บ้านสีฟ้า ขาว ไปจนถึงจุดชมวิว ที่งดงามของทะเลสีมรกตและชายหาดทางตอนใต้ของอ่าวตูนิส ที่นี่นักท่องเที่ยวมักจะคลายเหนื่อยด้วยการนั่งทอดอารมณ์ไปกับบรรยากาศด้วยการจิบชามินต์( mint ‘ s tea ) หรือกาแฟรสดี ระหว่างทางเดินที่นี่จะมีร้านค้าที่มีสินค้างานฝีมือของชาวตูนิส ของเก่าแก่โบราณ เครื่องประดับเงิน งานศิลปะไว้จำหน่ายในราคาที่ไม่แตกต่างจากแห่ลงท่อเที่ยวอื่นมากนัก ( มีโอกาสซื้อได้ และราคารับได้ควรซื้อเลย – เพราะใน souk บางครั้งเมื่อเราไปถึงอาจจะปิดและไม่มีสินค้าจำหน่ายแล้ว เว้นแต่ว่ามีการวางโปรแกรมเดินทางอย่างดีและมีเวลาเหลือ – เพราะราคาสินค้าที่นี่ต่างกันไม่มากและคุณภาพใกล้เคียงกัน) อาบน้ำร้อนแอนโตนิน (the Baths of Antonin) เป็นหนึ่งในห้องอาบน้ำที่ใหญ่ที่สุดที่สร้างขึ้นภายใต้อาณาจักรโรมัน กับห้องเย็นที่มีขนาดความยาวถึง 47 เมตรและสูง 15 เมตร ( อาจต้องดูแผนผังประกอบในบริเวณใกล้เคียงแต่ยังคงซากปรักหักพัง ที่ค่อนข้างสมบูรณ์และน่าตื่นใจในความสามารถและวิธีคิดของคนในอดีต ) ในช่วงบ่ายแก่ๆก็เดินทางลงทางใต้สู่เมืองไครูน ,ไครวน(Kairouan)หรือคารวาน(Karwan) เมืองหลวงของเขตการปกครองไครูน และเมืองหลวงทางวัฒนธรรมอิสลาม ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสี่ของเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลาม (อีกสามเมืองได้แก่ นครเมกะ , คูฟ่า และเมดิน่า โดยเยรูซาเร็มถือเป็นเมืองหลักที่มีความสำคัญสูงสุด ) เป็นอีกเมืองในตูนีเซียที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก เพื่อเตรียมท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองไครวน – สบีทลา( Sbeitla)และโทเซอร์(Tozeur) ในวันพรุ่งนี้ต่อไป คืนแรกเราอาศัยโรงแรม Golden Yasmin la Kasbah Kairouan (ในเครือ Golden Yasmin ) เป็นที่พักผ่อน ( เกือบตลอดทริปการเดินทาง ด้วยว่ามีอยู่ในเกือบทุกเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวในประเทศนี้ ) โรงแรม เครือ Golden Yasmin la Kasbah Kairouan เป็นโรงแรมที่สร้างอยู่ในป้อมปราการเก่าและมา renovate จึงทำให้บรรยากาศการเข้าพักผ่อนที่นี่ดูมีเสน่ห์ที่ล้ำลึก บรรยากาศและการบริการที่นี่อาจจะไม่ถึงระดับ 5 ดาว ( แม้จะได้การันตีว่า 5 ดาวก็ตาม ) เมื่อเทียบกับโรงแรมในเครือ Golden Yasmin ด้วยกันเองแล้ว เช่นห้องพักอาจจะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ แต่มาตรฐานของสุขภัณฑ์ยังไม่ได้มาตรฐานโดยเฉพาะเรื่องความสะอาดที่เพียงพอ รวมไปถึงการบริการพื้นฐานต่างๆของโรงแรม เมื่อเทียบกับ 5 ดาวเครือเดียวกันในตูนีเซีย ส่วนรสชาติอาหาร ส่วนตัวไม่ค่อยมีปัญหากับรสชาติของอาหารในต่างสถานที่ซึ่งไม่คุ้นเคย แต่หากเพื่อนท่านอื่นคิดว่าอาจจะไม่สนุกกับรสชาติอาหารที่มีรสเปรี้ยวนำเป็นหลัก พร้อมกับเครื่องเทศแบบอาหรับในอาหารจำพวกเนื้อไก่แล้ว อาจต้องหนีบอาหารกระป๋อง พริกสำเร็จรูปติดไปด้วยน่าจะช่วยได้ไม่น้อย จุดน่าสนใจอีกอย่างของที่นี่คือ การมี souk เล็กๆอยู่ในโรงแรมด้านหลังติดกับร้านอาหารหรือบาร์ข้างสระน้ำ ราคาอาจจะสูงไปสักนิดแต่ก็เพลิดเพลินได้ไม่น้อย หรือจะลองนั่งกับบรรยากาศบารากู่ของชาวอาหรับก็ช่วยทำให้ชีวิตในตูนีเซียมีสีสันมากยิ่งขึ้น ในเมืองไครวนนี้จะมี souk หรือตลาดท้องถิ่นอยู่ข้างๆโรงแรมซึ่งใช้เวลาดินราว 5 นาที ที่นี่จะเปิดราวๆ 7 โมงเช้าและปิดราว 6 โมงเย็น สิ่งที่น่าสนใจของ souk ที่นี่คือสินค้าพื้นเมืองต่างๆ ที่ราคาถูกและคุณภาพดี รวมไปถึงของฝากชิ้นเล็กๆไปจนถึงชิ้นใหญ่และพรมทอมือที่สวยงาม ได้รวมอยู่ใน ซุคแห่งนี้ นอกจากนี้สิ่งที่น่าตื่นใจคือผู้คนและอาหารภายใน souk ร้านอาหารที่นี่จะมีชาวตูนิสมายืนรอต่อคิวซื้ออาหารกันยาวมากโดยมีจุดสังเกตคือหน้าร้านจะมีคนขายใส่เสื้อกาวน์ยาวสีขาว ขาวอาหาร ( ร้านอาหารที่นี่เกือบทุกร้าน คนขายจะใส่กาวน์เกือบทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ร้านขายเนื้อแกะแบบสดๆ ร้านขายปลาสด ร้านขายเบเกอรี่ ) ผู้คนที่นี่ล้วนเป็นมิตร ทักทายตลอดเวลา การต่อราคาที่นี่ ให้ตั้งราคาไว้ในใจโดยการสอบถามจากร้านอื่นๆ ( แต่ยังไม่ควรหยิบ จับสินค้า หากไม่ได้ตั้งใจซื้อจริงๆ ) จนกระทั่งตกลงว่าน่าจะซื้อหากได้ราคาที่ต้องการ จึงควรหยิบ จับ หรือทดลองใช้ เช่นเสื้อผ้า พรม รองเท้า พ่อค้า( ส่วนใหญ่พ่อค้า นานๆครั้งจะมีแม่ค้า บ้าง ) ที่นี่จะใจดี ต่อราคาได้ และบอกราคาไม่สูงมากนัก และหากเป็นราคาที่รับได้เค้ายินดีขายในทันที แต่หากขายไม่ได้เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่มีการตื้อ บังคับแต่อย่างใด การได้มีโอกาสได้เดินใน souk จะช่วยทำให้สามารถพบเจอและสัมผัสวิถีชีวิตของชาวตูนิส ได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เพาะความหลากหลายในตลาดคือวิถีดั้งเดิมของคนที่นี่ ร้านกาแฟ ร้านชามินต์ ยังคงได้รับความนิยม ยังไม่มี starbuks ไปเปิดแข่ง ยังไม่มี pizza , KFC , Chester Grill หรือ fastfood ข้ามชาติไปเปิดแข่งแย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกันใน souk ดังนั้นจึงะพบเห็นคนแก่ชาวตูนิส แต่งกายพื้นเมือง มานั่งทอดกาย พูดคุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่เต็มร้านชามินต์ พบเห็นคนเร่ร่อนแต่งกายแปลกตาจากที่คุ้นเคย แสดงโชวืเพื่อแลกกับเศษเงินเล็กน้อย พบเห็นวัยรุ่นสนุกสนานในการเกี้ยวพาราสีหญิงสาวชาวตูนิสด้วยกัน ซึ่งไม่พบเห็นง่ายนักในประเทศอาหรับ หรือแม้กระทั่งนั่งชื่นชมหญิงสาวชาวตูนิสในชุดฮิญาบหลากสีสันสะดุดตามากกว่าสีดำ อึมครึม แค่นี้ก็คุ้มค่ากับการได้มาเดินเล่นใน souk สัก 1-2 ชั่วโมงแล้ว ยังไม่รวมคนที่จะได้สินค้าในราคาถูกกว่าร้านค้าทั่วไปในย่านท่องเที่ยวติดมือกลับไปอีกด้วย



แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ
  • dworasayan

    สวยจังครับ

    โพสเมื่อ 10 ก.พ. 55 เวลา 06:46
  • dworasayan

    สวยครับ

    โพสเมื่อ 10 ก.พ. 55 เวลา 06:46
  • dworasayan

    สวย

    โพสเมื่อ 10 ก.พ. 55 เวลา 06:46
  • dworasayan

    อันนี้ดูอาลีบาบาบมากๆ

    โพสเมื่อ 10 ก.พ. 55 เวลา 06:45

Tunis - Sidi Bou Said - Kairouan, TUNISIA, North Africa
โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555
เวลา 22:19
เข้าชม 4,282 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/ZryMhd