Rainy Cloudy Sunny and Funny mood in Macau - Hong Kong SAR : ฮ่องกงด้วยอารมณ์ที่คุ้นเคย

โพสต์เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 9 มิถุนายน 2556 เวลา 03:13 | เข้าชม 1,901 ครั้ง


ทริปสนุกสนานในฮ่องกง ด้วยอารมณ์ที่คุ้นเคยครับ

สำหรับการเดินทางทริปนี้ บทสรุปสุดท้ายของเราคือ
" คุ้นเคย และสนุกสนานในบรรยากาศที่หลากหลาย "

ใช่ครับ ฮ่องกง เราจากมาด้วยอารมณ์ที่คุ้นเคย แม้จะเป็นต่างประเทศแต่เป้นต่างประเทศที่มีบริบท ไม่ต่างจากสีสันในบ้านเรามากนัก อาหารการกิน วิถีและการใช้ชีวิต การเดินทาง คลับคล้ายและไม่แตกต่างจากที่เราคุ้นเคยกัน

แต่ที่ต่างจนน่าตกใจ คือ " ราคา " สินค้า หรือโดยเฉพาะสาวๆหรือคุณผู้หญิง ที่คุ้นเคยกับสินค้า Brand ต่างๆ หลาก Item น่าจะต้องตะลึงกับราคาที่ปลอดภาษีทั้งเกาะแบบนี้ ยังไม่พอยัถูกกระหน่ำดึงดูดด้วย การกระหน่ำลดราคา อีกด้วยครับ

สำหรับผู้ชายอย่างเรา หลายครั้งจะให้เดิน shopping กันทั้งวันก็ดูจะขัดเขินไปหน่อย การเดินทางออกนอกเมือง ไปหาธรรมชาติ ทั้งบริเวณชายทะเล หรือ ภูเขาก็สามารถเดินทางไปได้อย่างสะดวก เข้าถึงได้ง่ายๆโดยไม่ต้องใช้เวลามากนัก

ที่นี่จึงหลากสีสันแรงดึงดูดให้หลายๆคนมาแล้วก้ยังสามารถมาได้อีกจริงๆครับ

 

คืนแรกเราพักกันที่ Ah Shan แถบย่านม่งก๊ก ครับ
ด้วยเหตุผลติดต่อได้ง่าย ตอบรับและสื่อสารกับเราได้อย่างรวดเร็วผ่าน e-mail

โดยเราจะพักที่นี่กัน 1 คืน และที่เหลือเราจะเปลี่ยนไปพักที่ Silka Seaview ย่าน Yau ma tei กันครับ



การเดินทางมาที่พัก :
จากท่าเรือ เรามานั่ง MTR  ที่สถานี Jim Sa Jui และไปลงที่สถานี Mong Kok  เดินออกจากสถานีที่ทางออก d2 เป็นตึกที่ 2 หลังจากออกจากออกมา ให้เดินข้ามถนนและเดินตรงมาเรื่อยๆจนผ่าน 7-11  ข้ามถนนอีกครั้งและหัวมุมถนนมีร้านของทอด ครับ เดินเลยมาเล็กน้อยก็เลี้ยวซ้าย ( ตรงข้ามเป็น 7-11 อีกสาขาหนึ่ง )

ชื่อตึก Sincere House บนตัวตึกมีโฮสเทล มากมาย รวมไปถึงที่พักชื่อ AH SHAN HOSTEL ด้วย อยู่ชั้น 14 (ห้อง 1406) RECEPTION Opening Hours : 08:00 AM – 22:00 PM   และเบอร์ติดต่อ Contact:  Whatsapp/Viber  FIONA +852 9533 6817  Line: +852 95336817 ครับ

 

ที่นี่เป็นโฮสเทล ครับ ซึ่งแน่นอนว่าขนาดที่พักอาจจะจำกัดและมีขนาดเล็ก รวมไปถึงสภาพแวดล้อมอาจจะไม่ดีหรือสวยหรูมากนัก ที่นี่ก็มีข้อจำกัดเช่นนั้นครับ

เราจองผ่าน Agoda  ทั้ง 2 โรงแรมภาพถ่ายที่รีวิวไว้ในเวบไซต์ก็เป็นจริงตามนั้นครับ แต่ที่นี่ด้านล่างทางขึ้นดูปลอดภัย มากกว่าอีกตึกย่าน Jim ครับ
คืนที่เราไปถึง ส่วน Reception จะปิดประมาณ 4  ทุ่มซึ่งเราไปถึงก่อนเล็กน้อย และมีชาวไทยอีกคู่กำลัง check in อยู่พอดีครับ ก็ทักทายกันตามประสาคนไทย ครับ

ที่นี่บริการดีครับ

คืออาม่า ( น่าจะเป็นเจ้าของ ) เห็นว่าเรามากัน 4 คน ห้องขนาดทีเราจองมาแม้ว่าจะมี 2 เตียง แต่มีขนาดเล็กเกินไป รวมไปถึงเมื่อเอากระเป๋าเข้าไปในห้องแล้ว จึงแจ้งว่าจะเปลี่ยนห้องให้เราเป้นห้องแบบ 3 เตียง แต่ห้องน้ำใช้ห้องน้ำรวม และได้พาเราไปดูห้อง ครับ ( อาม่าเปลี่ยนให้ฟรีโดยไม่คิดเงินเพิ่ม )

สภาพคือเป็นห้องขนาดใหญ่แะมีห้องย่อยภายในอีก 3 ห้อง ส่วนห้องรวมนั้นสามารถเอากระเป๋าใบใหญ่มาวางไว้ได้ มีทีวี ตู้เย็น กระติกน้ำร้อนและน้ำดื่มบริการฟรี ห้องน้ำรวม ( สะอาดมาก ) อยู่ด้านนอก  ซึ่งเราก็ตอบตกลงครับ และในตอนเช้าผมจะ Check out ราว 7 โมงเช้า ก้สามารถทิ้งุญแจไว้ในห้องได้เลย ครับ เพราะ Reception ยังไม่เปิด



สรุป Ah Shan Hostel :
เจ้าของใจดี บริการดีแบบมาตรฐานกันเอง อย่างที่หลายคนบอกครับ  เครื่องนอนสะอาด ครับ และสภาพภายในรวมไปถึงห้องน้ำก็สะอาดแม้จะเป็นห้องน้ำรวมก็ตาม  

แล้วเราก็ไปหาอะไรโจ๊กและของทอดทานกันก่อนจะกลับเข้ามานอนเพราะเกือบ เที่ยงคืนแล้วครับ


ของทอดร้านนี้เจ้าของบริการดี จะเอาอะไรก็เลือก แล้วเค้าก็คิดเงินครับ

 

เราตื่นกันแต่เช้า
สลัดความง่วง ปวดขาและความเพลียทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ครับ
7 โมงเช้า เราจะ check out เพื่อไปพักอีกโรงแรมย่าน Yau Ma Tei ครับ



จากสถานี Mong Kok นั่ง MTR  รถมาอีกเพียง 1 สถานี  เราแวะซื้อบัตร  Octopus กันที่ Counter service สถานี Mong Kok นี้ ( 7-11 ไม่มีจำหน่ายแล้วน่ะครับ )



Octopus Card

หรือที่เรียกกันติดปากว่า " บัตรปลาหมึก "  
บัตรแสนสะดวกใบนี้ใช้จ่ายค่าโดยสารรถเมล์ รถราง และรถไฟได้ ใช้จ่ายเงินที่ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11

บัตรผู้ใหญ่ใบละ 150 HKD เด็กใบละ 70 HKD สามารถใช้ได้ 100 และ 20 HKD ตามลำดับ ส่วนอีก 50 HKD ที่เหลือเป็นค่ามัดจำบัตร ตามสถานีรถไฟมีเครื่องตรวจยอดเงินคงเหลือ และมีตู้เติมเงินอำนวยความสะดวก ตู้เติมเงินบัตรปลาหมึกรับเฉพาะแบงก์ 50 และ 100 HKD เท่านั้น กรณีอยากเติมน้อยกว่านั้นต้องไปติดต่อที่เคาน์เตอร์ขายบัตรสถานเดียวครับ

บัตรปลาหมึกสามารถนำไปแลกคืนได้ที่สถานีรถไฟ MTR และที่สนามบิน (อำนวยความสะดวกสำหรับคนที่จะนั่ง MTR ไปสนามบิน) หากซื้อบัตรและแลกคืนภายใน 3 เดือนจะถูกหักค่าธรรมเนียมใบละ 9 HKD

ตลอดการเดินทาง เที่ยวและทานอาหารในฮ่องกง เราใช้บัตรปลาหมึกพกกันคนละใบ ทำให้สะดวกและง่ายขึ้นเยอะครับ

 

เรามาถึงโรงแรมที่พัก Silka Seaview ย่าน Yau Ma Tei ราวๆ เกือบ 8 โมงเช้าครับ
เช้านี้เม็ดฝนปรอยปรายออกมาต้อนรับเราเมื่อโผล่ขึ้นมาบนดินทาง exit C จากรถ MTR ขึ้นมายืนอยู่ริมถนน Nathan
ช่วง 7 โมงเช้าผู้คนยังไม่คึกคักมากนักครับ




เราเลือกเดินฝ่าเม็ดฝน (เล็กๆ ) ที่ปรอยปรายมารับเรายามเช้า ( อย่างที่พากรณ์อากาศระบุไว้ ) ผ่านโรงแรม Casa และสวนสาธารณะ ราวๆ100 เมตรก็ถึงโรงแรมที่เราจะพักในช่วงเวลาที่เหลือในฮ่องกง ครับ

เราส่ง e-voucher พร้อม Passport และแจ้งความประสงค์ฝากกระเป๋าไว้ก่อน เย็นๆจนถึงดึกๆ กลับจากเที่ยวแล้วเราจึงจะเข้าพัก
ซึ่ง จนท.ก็รีบดำเนินการ Check in ไว้ให้ล่วงหน้าและส่ง Tag ฝากกระเป๋าไว้ให้ตอนมารับกระเป๋าครับ ใช้เวลาไม่ถึง 10นาทีก็เรียบร้อย



ที่นี่โดยรอบอยู่ในทำเลที่ดีเลยทีเดียวครับ
ใกล้ Food Street ที่หลาหลาย และอยู่ในย่าน Temple Street ( หลังโรงแรมเราเอง ) ที่ต่อเนื่องไปอีกหลายถนน ครับ

แผนเราสำหรับวันนี้คือ

เกาะลันตา กระเช้านองปิง 360 (NgongPing 360)  ---> ไหว้พระใหญ่ วัดโปลิน  ---> ช็อปปิ้งที่ City Gate  ---> The Peak ---> Avenue Of Star   ---> Symphony Of Light

 

แวะตุนขนมและซื้อน้ำดื่มกันที่ 7-11 กันเล็กน้อยครับ ( บ้านเรา 7-11 มีบริการที่เยอะกว่ามาก )


น้ำดื่มที่นี่ ไม่แพงครับ ขวดใหญ่ก้ราคาพอๆกับบ้านเรา แถมบางวันจัดโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม อีก 2 มาเลือกซื้อที่นี่ได้เลยครับ

ผู้คนเริ่มหนาตาคึกคัก โดยเฉพาะยามเช้าริมถนน Nathan


จุดขึ้นรถเมล์ ระบุรายละเอียดชัดเจน ต่อแถวกันขึ้น



แผงหนังสือ รูปลักษณ์คุ้นตาหน้าร้าน 7-11


หากไม่มอง font หนังสือก้นึกว่ายืนเลือกหนังืออยู่แถวๆบ้านเรานี่เองครับ

 

สำรวจ 7-11 กันเล็กน้อยครับ


ลองท้องได้ดีทีเดียว ที่นี่ไม่มี ขนมจีบ ซาลาเปา อุ่นร้อนไว้รอครับ


พนักงานคนเดียว บริการในร้านกะทัดรัด


ก้าวแรกก็อารมณ์คุ้นเคยแล้ว ครับ
ดังนั้นฮ่องกง มาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องปรับอะไรกันมาก

 

Silka  seaview Hotel  --->  กระเช้านองปิง (NgongPing)  [/b




เป้าหมายแรกครึ่งวันเช้านี้ เราจะไปขึ้นกระเช้านองปิงกันครับ เราเลือกนั่ง MTR ไปเกาะลันตากัน โดยนั่งรถไฟฟ้าสายสีแดง Tsuen Wan Line ไปลงที่ Lai King จากนั้นต่อรถไฟฟ้าสีส้มไปลงที่ Tung Chung

 

ถึงสถานี Tung Chung แล้ว ก็ออกทาง Exit B เพื่อเดินทางไปขึ้นกระเช้าที่ Ngong Ping 360
วันนี้วันอาทิตย์ กระเช้าเปิด 9.00 น. ครับ บนขบวนรถ MTR  วันนี้เจอผู้คนจำนวนมากแต่งตัวเตรียมมา Trekking กันจำนวนมาก ตอนแรกเข้าใจว่าน่าจะมีเทศกาล หรือเปิดงานเกี่ยวกับกิจกรรม Outdoor ที่สถานีปลายทางหรือไม่  เพราะหลายคนก็เตรียมไม้เท้าสำหรับปีนเขา จักรยานพับ จักรยาน MTB กันจำนวนมาก



แต่เปล่าเลยครับ เค้ามาพักผ่อน มา Trekking ขึ้นเขากัน ภูเขาที่เราจะนั่งกระเช้าขึ้นไปกันนี่ล่ะครับ

ก็จะมีการรวมกลุ่มเพื่อนๆกันก่อน ก่อนที่จะทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันในวันหยุดแบบนี้

นี่ก็เป็นอีกสิ่งประทับใจ ครับ ที่แสดงให้เห็นถึงการเดินทางมาทำกิจกรรม Outdoor แบบนี้ โดยง่ายและสะดวก เพราะขนส่งมวลชนซึ่งเข้าถึงได้ง่าย แม้แต่ในวันหยุดหรืเทศกาลก็มีระบบการจัดการที่ดี  

 

เมื่อถึงสถานี จะเชื่อมต่อกับ Shopping Outlet ครับ



เดินออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแล้วเป็นที่ Shopping ด้วย ก็ดูตามป้ายไปเรื่อย ๆ ก็เลยเห็นทางไปขึ้น Cable Car Terminal ก็เดินตามทางไปเรื่อย ๆ ครับมีป้ายบอกชัดเจน



ด้านนอกเป็น  Shopping Outlet  เรามาถึงกันตอนกือบ 9 โมงเช้าห้างยังไม่เปิดครับ แต่ฝนหยุดแล้ว

 

มองขึ้นไปทางยอดเขา โปหลิน ซึ่งเราจะนั่งกระเช้าขึ้นกันเห็นหมอกหนาตัวไม่น้อยครับ



น่าจะได้เจออีกบรรยากาศที่สวยงามข้างบนครับ

เราเดินไปซื้อบัตรเพื่อขึ้นกระเช้ากันก่อนครับ เข้าคิวสำหรับขึ้นกระเช้า


แต่สำหรับใครที่จะขึ้นรถบัสไปก็ต่ออีกแถวครับ


ระหว่างเข้าแถวก็จะมีคนมาเดินขายบัตรขึ้นกระเช้า ครับ  ( น่าจะเป็นนายหน้า ) ผมดูราคาแล้วก็ไม่ได้ถูกกว่าต่อแถวซื้อเอง คิดไปเองว่าน่าจะช่วยประหยัดเวลาเมื่อประตูเปิดไม่ต้องต่อคิว ไปซื้อบัตร ( มั้ง ) น่ะครับ



ก็มีคนซื้อบ้าง แต่สุดท้ายผมเห็นเค้าพยายามเดินลัดไปช่องสำหรับคนที่ซื้อบัตรมาล่วงหน้าแล้ว ปรากฏว่า จนท.ไม่อนุญาตครับ และไม่สามารถทำได้ ต้องต่อคิวและยื่นบัตรที่ซื้อมา ณ ช่อง counter เพื่อแลกบัตรจริงอยู่ดี ( ไม่ได้ประหยัดเวลาแต่อย่างใด )



มาเช้าๆแบบนี้คนไม่เยอะ ครับต่อคิวกันไม่นานก็สามารถไปซื้อบัตรได้แล้วครับ



สาเหตุที่เราไม่ได้ซื้อบัตรมาล่วงหน้า เพราะสำรวจสภาพอากาศแล้ว หากวันที่เราไปฝนตกก็จะสามารถเปลี่ยนวันได้ เพียงแค่ เรามาถึงให้เช้าขึ้น ก็ใช้เวลาไม่นานก็ซื้อบัตรได้แล้วครับ

 

มี service lane สำหรับสตรีที่มีลูกอ่อนมาพร้อมรถเข็น , ผู้สูงอายุ , ผู้พิการ ด้วยครับ



พร้อมแล้วครับ

 

ออกเดินทางขึ้นยอดเขา โปหลิน กันครับ


ระหว่างทางจะแวะจอดเป็นพักๆตามสถานีต่างๆครับ ตอนนี้ฝนหยุดตกมาได้พักหนึ่งแล้ว อากาศดีมากครับ แม้จะไม่มีแสงมากนัก แต่ด้านล่างเขียวสดตลอดครับ


อากาศภายในกระเช้าเริ่มเย็นๆขึ้นมาบ้างแล้วครับ


ด้านล่างรอบอ่าว


นักท่องเที่ยวต่างทยอยเดินทางขึ้นมากันครับ


เริ่มเข้าสู่ม่านหมอกเมื่อกระเช้าพาตัวเอง เลื่อนสูงขึ้น

 

สีสันบนกระเช้า ท่ามกลางม่านหมอก





ด้านล่างลิบๆ เห็นนักท่องเที่ยวต่างทยอยเดินขึ้นเขาเป็นระยะ





น่าสนใจระบบจัดการมากครับ หากอยากจะเดินก็เอื้อให้สามารถเลือกเดินขึ้นเขาได้อย่างปลอดภัย


ผ่านสถานีต่างๆเป็นระยะ

 

ใช้เวลาราวๆ 20 -25 นาทีเราก็เริ่มเห็นยอดเขาโปหลิน และพระใหญ่




เพื่อนๆนักท่องเที่ยวทยอยตามกันขึ้นมา และสวนทางลงไป ( เช้าแบบนี้มักปรากฏกระเช้าเปล่า )

 

แล้วเราก็ถึง ครับ


สามารถแวะซ้อของที่ระลึกกันก่อนก็ได้ครับ เพราะขากลับมาคนอาจจะเยอะ

 

กระเช้าลอยฟ้านองปิง( Ngong Ping Skyrail 360 )

กระเช้านี้จะเชื่อมใจกลางเมืองตุงชุง ไปให้ถึงหมู่บ้านนองปิงบนเกาะลันเตา ซึ่งมีระยะทางประมาณ  6 ก.ม.  เมื่อกระเช้ามาถึง เราสามารถมาไหว้ สักการะพระใหญ่ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก



โดยระหว่างทางก่อนถึงพระใหญ่จะมีร้านค้า ร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหารบริการตลอดทางเดิน ข้างบนอากาศเย็นไม่น้อยครับ สำหรับคนที่มาจากเมืองร้อนแบบบ้านเราถือว่าอากาศกำลังสบาย แดดไม่ร้อนครับ



สามารถแวะซื้อของ หรือทานอาหาร เครื่องดื่มก่อนก็ได้ครับ





Walking with Budda

 

ศูนย์บริการด้านใน


ท่ารถบัส


ผังคร่าวๆ


ของที่ระลึก

 

ไปไหว้พระกันน่ะครับ



ระหว่างทางก่อนถึงฐานพระ





 
พระใหญ่เกาะลันเตา หรือพระใหญ่โปหลิน
เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก องค์พระทำขึ้นจากการเชื่อมแผ่นทองสัมฤทธิ์กว่า 200 แผ่น เข้าด้วยกัน น้ำหนักรวม 250 ตัน และสูง 34 เมตร




หันพระพักต์ไปทางด้านทะเลจีนไต้ และมองอย่างสงบลงมายังหุบเขาและโขดหินเบื้องล่างซึ่งเป็นพระพุทธรูปนั่งทำ จากทองสัมฤทธิ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุด





ทัศนียภาพด้านล่าง
 
รอบๆองค์พระ ช่วงที่ขึ้นมาถึงองค์พระนั้น แดดร้อนมาก อยู่ดีๆ แดดก็ออก
และความร้อนก้สูงขึ้นในทันทีครับ


เราอยู่ที่นี่กันสักพักก็เดินลง ครับ


ตอนนี้นักท่องเที่ยวเริ่มหนาตาแล้ว ครับ แดดกำลังมาด้วยครับ




ร้านนี้ห้ามถ่ายภาพ ( ระยะใกล้ ให้รู้ตัวน่ะครับ แฮ่ม! )
 
 
มีบริการเรียกลูกค้าชาวไทยกันโดยเฉพาะเลยน่ะครับ


เราแวะซื้อของที่ระลึกสักเล็กน้อย อยู่ดีๆฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ครับ
ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น แดดร้อนจัดมาก  ( อืมม์ ครบทุกสภาภอากาศจริงๆครับ )




 
พอฝนหยุดตก หมอกก็ลงหนาตากันอีกครั้ง ครับ  ( วันนี้สภาพอากาศเป้นแบบนี้ตลอดทั้งวันครับ )


หมอกทึบกว่าเดิมเยอะครับ




อากาศก็เย็นด้วยครับ
 
 
ขากลับนี้ นักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางขึ้นมาเยอะแล้วครับ



ผ่านสถานีต่างๆตามจังหวะ



 
ด้านล่าง นักท่องเที่ยวทยอยเดินขึ้นเขามากขึ้น












ถึงแล้วครับ
 
 
เราลงมาถึงก็เจอกับแถวนักท่องเที่ยว ที่ยาวจนเกือบถึงบันไดขั้นสุดท้าย ครับ
หลายคนมาจากที่อื่น และมาที่นี่เป็นที่ถัดไป แต่หลายคนก็เพิ่งมาถึงครับ



เราจะแวะทานข้าวเที่ยงและได้ใช้เวลาอีกเล็กน้อยใน Citygate  Outlets



มุมเล็กๆ จาก Citygate Food court



 
 
หลังมื้อเที่ยงและเดินเล่นที่ Citygate เล็กน้อย เราก็เดินทางไป The peak กันต่อครับ
คราวนี้เราเดินทางจากสถานีทุงชุง(Tung Chung) ยาวไปลงที่สถานี central  ฝั่งฮ่องกงกันครับ แล้วเราก็ใช้วิธีเดินจากสถานี Central  ไปครับ



เราเดินลัดสวนสาธารณะไปตามป้ายซึ่งมีระบุไว้ตลอดทางอย่างชัดเจน


วันที่เราไปตรงกับวันแม่ ของชาวฮ่อกง กันพอดี ดังนั้นจึงมีการจัดกิจกรรมต่างๆมากมายในย่านนี้
เราค่อยๆเดิน ขึ้นเนินเตี้ยๆ ที่ร่มรื่นพร้อมชมบรรยกาศไป สักพักก็ถึงสถานีรถ Tram ครับ





 


ไม่นาน ราว 10 นาทีเราก็ถึงสถานีรถ Tram เพื่อขึ้น The Peak กันครับ
การขึ้นไปเที่ยว The Peak ไปได้ 2 ทางคือ
1.  นั่งรถรางขึ้นไป หรือที่เรียกว่า The Peak Tram  (เปิดให้บริการทุกวัน 7.00 – 24.00 น.)
2.  นั่งรถบัสสาย 15 ขึ้นไป (นั่งรถเมล์สาย 15C ขึ้น The Peak 15C ที่จอดอยู่ในท่ารถเมล์ ด้านหน้า ท่าเรือ Central หมายเลข 8)

เราเลือกซื้อบัตรเฉพาะขาขึ้นขาเดียว ส่วนขาลงเราจะนั่งบัสลง ครับ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและเลี่ยงคนต่อแถวลงกันจำนวนมากครับ



คนรอกันขำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่ก็มีระบบจัดการที่ดี ป่อยคนเป็นจังหวะ ตามช่วงเวลา
ระหว่างที่เราเดินทางมา ก็เจอฝนปรอยๆสลับกับแดดออกครับ ดังนั้นเราจึงน่าจะมีหมอกบางๆมาปิดกั้นวิวในมุมสูง น่าจะเป็นไปได้

 
 
เราเลือกนั่งฝั่งขวามือของรถ ครับ เพื่อจะได้เห็นวิวข้างทางได้ชัดเจน
เจ้าหน้าที่จะจัดจำนวนคนพอดีกับกำลังของรถที่จะขึ้นไปครับ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเอง



บรรยากาศกบหมอกบางๆหลังฝนตก


ราว 10 นาทีเราก็ถึงยอดครับ เดินผ่านร้านขายของที่ระลึก (ราคาพอๆกับ Shopping Street ทั้งหลายด้านล่าง) จากประสบการณ์การเดินทาง หากเจอของถูกใจ ให้ซ์้อเลยครับ ไม่ต้องรอถึงย่านขายของจำนวนมาก เพราะมักจะคลาดหรือหาไม่ได้บ่อยครั้ง เพระาเาเข้าจริงๆ หากราคาสินค้าเหล่านี้สามารถต่อรองได้ ก็ถูกหรือแพง ไปกว่ากันไม่มาก ขณะที่เมื่อไปถึงย่านซื้อของแล้วกลับหาสินค้าที่เคยหมายตาไว้ไม่ได้แล้ว กลับจะยิ่งเสียใจมากกว่า หรือมีเหตุที่ไม่สามารถคาดเหตุไว้ล่วงหน้ากิดขึ้นจนไม่สามารถไปซื้อได้ครับ



ด้านในเป็นพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซ
 
 
ช่วงที่เราไปถึงสภาพท้องฟ้าปิด มีหมอกปกคลุมค่อนข้างมากและลมแรงครับ


สักราว 15 นาทีฟ้าก็เปิด ทำให้เห็นวิวด้านล่างได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น


ขากลับลงมาเรานั่งรถบัสสาย 15c มาลงที่สถานี Central ครับ


วิว 2 ข้างทางและรถจะวิ่งไล่ตามไหล่เขา และจอดตามป้ายต่างๆชัดเจนเป็นระยะ
 
 
ตอนนี้ก็ราวๆ  6 โมงกว่าแล้วครับ เรากลับไปตั้งหลัก อาบน้ำและเติมพลัง คลายปวดเมื่อยขาที่โรงแรมกันก่อน
เรานั่ง MTR  จากสถานี Central ไปลง สถานี Yau Ma Tei ครับ

หลังจากนั้นเราพากันมุ่งตรงไปยังตึก In's Point ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม Silka ที่เราพักมากนัก
ใช่ครับ เราพาเจ้าคนเล็กมาซื้อ Bricks ของ Lego กันก่อนที่ร้านจะปิด เพาะเราจะไป Avenue Of Star  และชม Symphony Of Light กันซึ่งกว่าจะกลับมาร้านคงปิดกันไปแล้ว ( ร้านที่ึตึกนี้จะเปิดราวๆ 4 โมงเย็นไปจนถึง 3 ทุ่ม )



ข้อมูลที่เราทำการบ้านมาระบุว่าร้านในตึกนี้ชั้น ที่ 2 ( ขึ้นบันไดเลื่อนมา ) จะขาย Bricks มากที่สุดและรวมๆกันแล้วราคาถูกสุด และมีหลายModel มากที่สุด ทั้งที่หายากและโมเดล ใหม่ๆ ครับ ( เท่าที่ตระเวนเดิน เราพบว่าร้านแรก เมื่อขึ้นจากบันไดเลื่อนมาด้านขวา จะมีของหลากหลายโมเดลมากที่สุด ราคาพอๆกันกัร้านอื่น ที่มักจะต่อไม่ได้เพราะระบุราคาไว้แล้ว  ครับ ที่สำคัญบริการดีมากครับ )





เราทำการบ้านโดยเลือกโมเดลของ Lego  ที่ต้องการมาไว้ก่อนแล้ว จดชื่อและหมายเลข model ที่ตองการไว้ แล้วเมื่อมาถึงก้ยื่นให้ร้านค้าดู เค้าจะยกมาให้ดู ครับ หากเราพอใจ ต่อรองราคานิดหน่อยก็ชำระเงิน ( ราคาถูกกว่าเมืองไทย 40 -55 % )  ด้วยว่าร้านเหล่านี้ขนาดไม่ใหญ่มาก ไม่สามารถเดินเลือกได้ครับ อีกทั้งคนก็แน่นร้านด้วย   เพื่อความรวดเร็วเราเลยใช้วิธีนี้ครับ





พอได้จนเป็นที่พอใจแล้ว เรายังมีร้านที่ต้องไปซื้อ Bricks  ของจีนยี่ห้อ Enlighten  และ Kazi ซึ่งนักเล่น Bricks ให้คะแนนว่าเป็น Bricks ของจีนที่คุณภาพดีที่สุด และสามารถเล่นร่วมกับของ Lego ได้ ( แต่เราจะกลับมาหลังไปชม SOL  ครับ )



 
 
เสร็จเรียบร้อยก็กระโดดขึ้น MTR  ไปลงสถานี  Jim Sa Jui ครับ เราจะไป Avenue Of Star  และชม Symphony Of Light ในช่วงราว 2 ทุ่มครับ






ใช้เวลาชม Symphony Of Light


 
 
เสร็จแล้วนั่ง MTR เดินทางไปลงสถานี Prince Edward เพื่อไปร้าน Bricks ที่อยู่ย่าน Mong Kok  ตัดถนน Prince Edward
ที่นี่ มีให้เลือกเยอะแะหลากหลายดมเดล และราคาถูกที่สุดมากกว่าที่วางขายทั่วไปครับ เหมือนเดิมเราจดโมเดลและเลขรหัสไปแจ้งเจ้าของร้านแล้วจ่ายเงิน ถือออกมา ( ที่นี่ต่อราคาไม่ได้ครับ)



ร้านนี้อยู่ติดกับ Maple Court


หอบหิ้วกันจนน้ำหนักเกินทั้งจาก In's Point และร้านนี้
 
 
 
ภาระกิจสุดท้ายสำหรับวันนี้แล้วครับ คือเดินลุย Temple Street ไปจนถึงที่พักครับ






 
 
แวะดื่มน้ำแก้กระหาย


ใกล้ที่พักแล้วครับ หอบหิ้วของกันจนถือแทบไม่ไหว


แถบนี้สินค้า อุปกรณ์ช่วยชีวิตวางขายตามแผงข้างทางเยอะมากและหลากหลายครับ




แวะทานอาหารกันก่อนจะขึ้นทีพักครับ วันนี้ใช้เวลาเต็มที่เกือบทั้งวัน ทั้งๆที่มีเด็กๆมาด้วย แต่ไม่มีบ่นสักคำ
แถมยังเจอทุกสภาพอากาศและเจอหลากหลายความสนุกครับ

 
 
วันสุดท้าย เรา Check out กันในช่วงเช้าราว 7 น. เพื่อเลี่ยง การต่อแถว check out ที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างทยอยลงมาจำนวนมาก
เราใช้บริการ MTR  เหมือนเดิมสายสีแดงสถานี  Yau Ma Tei เพื่อไปลงสถานี Lai King



และต่อสายสีส้ม 1 สถานีไปลง Tsing Yi  เพื่อนั่ง Airport Express  ไปลงสถานี Air port สนามบินเช๊ก แลป ก๊อก (Chek Lab Kok)
MTR สายนี้แสนสบายเราจัดแจงวางกระเป๋าในที่จัดไว้ให้แล้วก็เลือกที่นั่ง เผลอหลับไปอย่างรวดเร็ว

วันนี้อากาศดีมากๆครับ แดดอ่อนๆแต่เช้ากันเลยทีเดียว


 
 
 
แล้วเราก็ถึงสถานี Air port สนามบินเช๊ก แลป ก๊อก (Chek Lab Kok)


เหมือนเดิมครับ เราใช้ Octopus card เหมือนเคย และเราจะแลกคืนกันที่สนามบินบริเวณ Terminal 1
 
 
เราใช้บริการ Air asia ต้องไป check in ที่ Terminal 2 ครับ


ใช้เวลาไม่นาน ก็เสร็จเรียบร้อยครับ เราเดินข้ามไป Terminal 1 เพื่อนั่งรถไฟฟ้าของสนามบินไป gate ซึ่งไกลออกไป


ที่นี่มีบริการปลั๊กไฟสำหรับชาร์จอุปกรณ์ต่างๆไว้ด้วยครับ




มีบริการที่สำหรับนอนผ่อนคลายในบรรยากาศที่ดีด้วยครับ ( สุวรรณภูมิ และดอนเมืองของเราน่าจะมีบางน่ะครับ )



 
 
เดินเล่นกันสักหน่อยครับ



ร้านค้า Shopping กันจนนาทีสุดท้ายก่อนอำลา Hong Kong







ศูนย์กลางการบิน










 
 
แสนสะดวกและแสนสาย






 
 
หลายอย่างสนามบินสุวรรณภูมิของเราทำได้ และหลายอย่างทำได้ดีกว่าครับ เอาล่ะครับ ได้เวลาแล้วครับ
Final call ! กลับ้านกันเสียทีครับ





 
 
 
ปิดทริปการเดินทาง Macau - Hong Kong ทริปสั้นๆ 4 วัน 3 คืนในภาคนี้
แน่นอนครับ ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังต้องทำ ยังไม่ได้ทำและแสวงหาและค้างคาใจอยู่

ที่นี่เราแทบจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง แต่กลับพบบรรยากาศที่คุ้นชินมากกว่า
ดังนั้นความสนุก จึงเกิดขึ้นในบรรยากาศที่หลากสีสันในแต่ละวันของทริปนี้
ที่สำคัญ สภาพอากาศที่เปลี่ยนค่อนข้างเร็วในแต่ละวัน  ได้ทำให้ห็นสีสันของเมืองและผู้คน ที่แปลกตา
ร่มสีสด  เสื้อกันฝนบางใส น่ารัก  หมอกเมฆบนยอดเขาและอากาศที่เย็น บรรยากาศที่ร้อนและอบอ้าวบนท้องถนนท่ามกลางแอร์เย็นฉ่ำของรถเมล์และ MTR รวมไปถึงรสชาดอาหารที่คุ้นลิ้นแต่แปลกรสชาด

" เราจะกลับมากันอีกครับ Macau - Hong Kong "

 


แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ
  • hookkae

    เล่าด้วยภาพได้ละเอียดเหมือนตามไปเที่ยวด้วยเลยครับ...ชอบครับ

    โพสเมื่อ 24 มิ.ย. 56 เวลา 20:27
Rainy Cloudy Sunny and Funny mood in Macau - Hong Kong SAR : ฮ่องกงด้วยอารมณ์ที่คุ้นเคย
สถานที่ Hong Kong SAR
โพสต์เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 9 มิถุนายน 2556
เวลา 03:13
เข้าชม 1,901 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/ryugTN