เฮือนหิน วัดพู, จำปาสัก สปป.ลาว

โพสต์เมื่อ วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน 2556 เวลา 21:53 | เข้าชม 1,325 ครั้ง


ทริปนี้พาเดินทางไปยัง เฮือนหินวัดพู (Wat Phu Stone Sanctury ) ซึ่งเรารู้จักกันดีในชื่อ "ปราสาทหินวัดพู" ครับ

หลายท่านเคยเดินมาเยือนดินแดนลาวใต้ กันแล้ว ทั้งเดินทางมาเอง ทั้งการมากับกรุ๊ปทัวร์ ทุกครั้งที่มาเยือนลาวใต้ การมาเยือนปราสาทหินวัดพู จะต้องถูกบรรจุไว้ในตารางการเดินทางเสมอ หลายคนไม่สนุกสนานกับการมายังปราสาทวัดพู แห่งนี้ และหากเลือกได้จะขอนั่งรอที่ด้านล่างบริเวณที่พักนั่งท่องเที่ยว ด้วยว่าเดินกันไกลไม่น้อย อากาศอบอ้าวและร้อนจัดในบางครั้ง และหนทางที่จะขึ้นไปจนถึงตัวปราสาทนั้นสูงและชันไม่น้อย ครับ

และหลายท่านตั้งใจที่จะมากราบไหว้ มาชื่นชมสถาปัตยกรรม มาสัมผัสความเชื่อที่ยังคงหลงเหลืออยู่ และมาชื่นชมความสวยงาม

เพื่อให้อรรถรสสำหรับผู้ที่ต้องมา ตั้งใจมาเยือนแล้ว  เราลองมาทำความรู้จักกับปราสาทหินวัดพูสักเล็กน้อยครับ ในแบบนักท่องเที่ยวทั่วไป ไม่ใช่แบบนักประวัติศาสตร์ เพราะเมื่อใดเรามาเที่ยวโบราณสถาน ปราสาทหินแล้ว หากเรามีเป้าหมาย ทำการบ้านถึงความเป็นมา ภาพสลัก ความหมายของภาพสลักต่างๆบ้างแล้ว ก็จะทำให้อรรถรสในการมาเยื่ยมชม มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นครับ

 

การเดินทางมายังปราสาทวัดพู ในปัจจุบัน มาได้อย่างสะดวกมายิ่งขึ้นแล้วครับ

 

สามารถมาด้วยรถยนต์และมาจอดบริเวณปากทาง บนถนนหลักได้แล้ว






และหลังจากนั้นก็สามารถต่อรถ 2 แถวเข้าไปยังปราสาทได้



เส้นทางที่รถวิ่งจะตัดผ่านพื้นที่หมู่บ้านโบราณ ( ซึ่งปัจจุบันยังมีผู้คนอาศัยอยู่ตามปกติ ) และตัดผ่านพื้นที่ซึ่งทางการลาวได้จัดสรรใหม่
จึงทำให้อรรถรสของการเดินทางที่หลากหลาย สนุกสนานครับ





รถสามล้อ 2 แถว พาเราวิ่งตัดผ่านหมู่บ้าน ระหว่างทางจะสามารถมองเห็นยอดภูเกล้า ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทวัดพู ได้แต่ไกลครับ
สำหรับภูเกล้านั้น  เป็นคำที่ชาวลาวลุ่มเรียกภูเขาที่มีสัณฐานส่วน ยอดมีลักษณะคล้ายรูปทรงของเกล้ามวยผมเป็นกระจุกบนศรีษะ แต่สำหรับอารยธรรมขอมที่เข้ามาสร้างเมืองและปราสาทหินได้เรียกภูเขาลูกนี้ ว่า ลึงคบรรพต ครับ



ที่ภูนี้เอง ได้ถูกคนในสัมยอดีตเลือกสรรพื้นที่เพื่อการปลูกสร้าง ปราสาทหินวัดพู อย่างชาญฉลาด และแฝงไว้ด้วยแนวคิด ความเชื่อต่างๆมากมาย

 

ประมาณ 30 นาทีเราก็ถึงที่ทำการครับ





ผมมาเยือนปราสาทวัดพูก่อหน้านี้ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อช่วง สปป.ลาวเปิดประเทศใหม่เมื่อราวปี 2537 ถัดจากนั้นอีก 10 กว่าปีก็มีโอกาสมาเยือนอีกครั้ง



ครั้งนี้มาเยือน ได้พบความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในหลายเรื่อง มีการจัดสรร และพัฒนาระบบการท่องเที่ยวของวัดพูใหม่ ทั้งหมด ทั้งการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว การพัฒนาสภาพภูมิทัศน์โดยรอบ  และรวมไปถึงการเก็บค่าเข้าชมด้วย ครั้งนี้ที่ผมไป เป้นช่วงเวลาที่เกือบค่ำแล้ว อากาศที่เคยร้อนอบอ้าว เมื่อกลางวันลดลงไปมาก เหลือแต่เพียงสภาพอากาศที่เย็นลง และเงียบสงัดมากขึ้น แต่ก้ยังมีนักท่อเงที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมอยู่

 



ปราสาทวัดพู  ถูกระบุว่าเป็นต้นแบบที่สำคัญด้านสถาปัตยกรรมของยุคสมัยอังกอร์วัดครับ

แม้ว่าตัวปราสาทจะไม่ได้ตั้งอยูบนภูเขาสูงมากเหมือนศาสนบรรพตอื่น แต่จากภูมิทัศน์โดยรอบอาณาบริเวณ ประกอบกับการมีบารายหรือหนองนำขนาดใหญเบืองหน้า ได้ทำให้ปราสาทแห่งนี้มีความสมบูรณ์ลงตัว จนได้รับคัดเลือกให้เป็นมรดกโลก ยูเนสโก (UNESCO) ครับ

 



ปราสาทวัดพูเป็นโบราณสถานที่มีความพิเศษในตัวเองครับ
กล่าวคือเป็นโบราณสถานทางศาสนาที่มีความซ้อนทับกันระหว่างความเชื่อของฮินดู และพุทธ และมีการสอดประสานความเชื่อเหล่านี้ถ่ายทอดสู่วิธีคิดของคนท้องถิ่นมาอย่าง ยาวนาน

เชื่อกันว่า
ปราสาทวัดพูถูกสร้างขึ้นในสมัยของอาณาจักรเจนละเฟื่องฟู ( เจนละของชนชาติจามหรือจามปา ซึ่งปัจจุบันความเป็นชาติบ้านเมืองได้สูญสลายไปแล้วและกลายเป็นสวนหนึ่งของ เวียดนาม ) ช่วงศตวรรษที่ 6 - 8

 

ในช่วงสมัยนั้นให้ความสำคัญในเรื่องภูเขาศักดิ์สิทธิ์  ตามธรรมชาติและการ สร้างศาสนสถานที่เป็นสัญลักษณ์ของภูเขาครับ โดยเชื่อมโยงกับแนวคิด เรื่องการบูชายัญสิ่งศักดิ์สิทธิ์

มีการกล่าวถึงการนำคนมาเพื่อบูชาแด่เทพเจ้า เป็นประจำทุกๆปี  และพระเจ้าแผนดินได้ทรงเสด็จไปในปราสาทเพื่อทำพิธีบูชายัญ ด้วยพระองค์เองในเวลากลางคืน ซึ่งแท่นบูชายัญเป็นแผนหินสกัดรูปจระเข้ที่มีความลาดเอียง ที่เราจะพบเห็นนั่นเองครับ

ปราสาทหินวัดพู ถูกสร้างด้วยความเชื่อแบบขอม เพื่อถวายแด่พระศิวะในศาสนาพราหมณ์ฮินดูซึ่งเชื่อว่า การสร้างปราสาทนั้นเปรียบเสมือนการจำลองเขาพระสุเมรุมายังโลกมนุษย์ เพื่อเป็นที่สถิตของเทพเจ้าและได้สร้างรูปเคารพของเทพเจ้าขึ้นเพื่อ ประดิษฐานไว้ภายในด้วย

 

และทำไมจึงชื่อว่า " วัดพู " ล่ะ ในเมื่อถูกสร้างตามคติความเชื่อแบบฮินดู

ปราสาทวัดพู ผ่านการดูแลหรือง่ายๆคือ อยู่ในช่วงอารยะธรรมดโบราณถึง 3 ยุคสมัยด้วยกันครับ คือ
1. ยุคของอาณาจักรเจนละ  ที่มีแนวคิดเรื่องนับถือเทพเจ้าและพิธีการบูชายัญ
2. ยุคอาณาจักรขอมที่มีการสร้างปราสาทเป็นศาสนสถาน  ตามแนวคิดของศาสนาพราหมณ์
3. ยุคอาณาจักรล้านช้างที่ได้ปรับเปลี่ยนปราสาทขอมให้กลายเป็นพุทธสถานของนิกายเถรวาท ( จนถึงปัจจุบันนี้ )

ดังนั้นปราสาทวัดพู จึงเป็นการซ้อนประสานระหว่างคติความเชื่อของ พุทธ ฮิดู พราหมณ์ได้อย่างลงตัวครับ



ทางขึ้นตัวปราสาทปูด้วยหินทราย ซึ่งเชื่อมตอ่ระหวางทานำถึงปราสาท  โดยสองข้างทางมีเสานางเรียงหรือเสานาง จรัลตั้งขนานกับทางเดินจนถึงตัวอาคาร

ซึ่งเสานางเรียงนี้เป็นเสาหินที่สร้างขึ้นเพื่อประดับบริเวณทางเดินที่จะ เข้าไปยังตัวปราสาทมีลักษณะเป็นเสาหินแท่งยาว และมีการแกะสลักบริเวณยอดเสาออกแบบให้คล้ายคลึงกับดอกบัวที่ตูม

 

ถัดไปคือ ปราสาทสองหลัง ซึ่งเรียกกันว่า โรงท้าว และ โรงนาง
เป็นสถานที่สำหรับใช้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายของเจ้านายชาย หญิง ก่อนขึ้นสู่ปราสาทวัดพู



โดยเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า   แต่ละหลังเชื่อมระเบียงคตรูปตัวยู  




อาคารทั้งสองมีลักษณะคล้ายคลึงกันโดยที่บริเวณประตูของอาคารทั้งสองหลังนั้นมีการประดับตกแต่งด้วยเสาประดับกรอบประตูทรงแปดเหลี่ยม



บริเวณเหนือกรอบประตูประดับด้วยทับหลังและหน้าบันที่มีการสลักลวดลายตามคติความเชื่อไว้

 

ถัดจากโรงท้าวและโรงนาง จะเป็นทางเดินขึ้นสูปราสาทประธาน
เส้นทางขึ้นสู่ตัวปราสาทประธานในส่วนที่ต่อเนื่องจากโรงท้าวและโรงนางนี้จะ เริ่มเป็นเนินสูงชันขึ้น  โดยตรงบริเวณสะพานมีประติมากรรมหินทรายสลักเป็น รูปนาคอยู่



 

ในระหว่างเดินขึ้นทางชันนั้น ( เหนื่อยไม่น้อยครับ ค่อยๆเดิน ค่อยๆหายใจ )

จะพบรูปของทวารบาลหรือผู้รักษาประตู  มีลักษณะมือขวากุมไม้เท้ามือซ้ายแนบ หน้าอก ชาวลาวเชื่อว่าทวารบาลหินนี้คือ พระยากามะทา ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างปราสาทวัดพูนี้ (บางข้อมูลระบุว่ามือข้างที่ไม่ได้ถือกระบองนั้นกำลังทุบอกของตนเองด้วยความ เสียใจที่การกอสร้างวัดพูแล้วเสร็จทีหลังการกอสร้างพระธาตุพนม ) แต่ขณะที่อีกหลายข้อมูลระบุว่าเป็นท่าปกติของทวารบาล ( มือขวาแนบอก - ในภาพผ้าคลุมอยู่จึงมองไม่เห็น )





ขณะที่ข้อมูลของนักวิชาการทางด้านโบราณคดีระบุว่าเป็นรูปสลักของเทพทวารบาล ( "นนทิเกศวร" ) ร่วมสมัยกับที่ขุดพบที่ราชวิหารแห่งชยราชปุรี จัดอยู่ในศิลปะแบบบายน อายุในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 18 สลักขึ้นจากหินทรายสีแดง

เนื่องจากมีลักษณะของเท้าที่คล้ายคลึงกับรูปทวารบาล  ที่ปราสาทบายน (Bayon Pr.) ปราสาทพระขรรค์ (Preah Khan Pr.) ปราสาทตาพรหม (Ta Prohm Pr.) ปราสาทบันทายกุฎี (Banteay Kdei Pr.) ปราสาทพระถกลแห่งกำปงสวาย (Preah Thkol Pr.- Kampong svay)

ที่มาของข้อมูล : คุณวรณัย oknation.net/blog/voranai

 

เราต้องเดินขึ้นทางชันสูงขึ้นไปเรื่อยๆตามแนวลาดของภูเขา ( ทั้งหมด 7 ชั้น) ซึ่งหมายถึงการจำลองลักษณะการย่อจักรวาลตามคติของการสร้างปราสาท  โดยชั้นบน สุดคือบริเวณที่ตั้งของอาคารปราสาทประธาน



ประธานของปราสาทวัดพู  ถูกสร้างด้วยศิลาแลง หินทรายและอิฐ  ( หลังคาเครื่องบนของเดิมของอาคารชำรุดและได้บรูณะโดยการมุงหลังคาใหมด้วย สังกะสี ในปัจจุบัน )

 

ด้านหลังเมื่อเดินทะลุ หรือเดินเลียบไปตามทางเดินด้านข้างปราสาท จะพบภาพสลักนูนสูงเป็นภาพตรีมูรติ (หรือรูปเทพเจ้า 3 องค์ของศาสนาฮินดู)



โดยด้านซ้ายเป็นพระนารายณ์ ด้านขวาเป็นพระพรหม ซึ่งกำลังประทับนั่งท่ามหาราชลีลา ( ท่าที่ ขาซ้ายราบบนบัลลังก์ที่ประทับและชันขาขวาขึ้น )



ตรงกลางเป็นพระศิวะหรืออิศวรทรงประทับยืนบนแทน มี 5 เศียร 10 กร
มือขวาถือพวงปะคำ มือซ้ายถือตรีด้ามยาว

บริเวณนี้ว่ากันว่าเป็นพื่นที่สำคัญมากที่สุดของวัดพูอีกที่หนึ่งที่ผู้คนต้องมาสักการะบูชาในช่วงงานบุนวัดพู ช่วงกุมภาพันธุ์ของทุกปี

 

 

ถัดไปอีกเล็กน้อยด้านหลังเป็นภูเขาหน้าผาและถ้ำซึ่งประดิษฐานรอยพระพุทธบาทที่ทำขึ้น
ด้านทิศตะวันตกของลานที่ตั้งปราสาทประธานจะมีอาคารบรรณาลัยและที่บริเวณแนวเขามีชะงอนหินที่ยื่นออกมา



ซึ่งบริเวณใต้เพิงหินจะมีน้ำซึมไหลออกมาตลอดทั้งปี ชาวลาวท้องถิ่นเชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์



บริเวณใต้เพิงหินมีแอ่งรองรับน้ำ ที่ชาวลาวเรียก บ่อน้ำเที่ยง
หมายถึง บ่อน้ำแห่งความซื่อสัตย์  บริเวณนี้เป็นลักษณะพิเศษที่โดดเด่นอยางหนึ่งของ ปราสาทวัดพู ที่ทำให้มีน้ำอาบบวงสรวงศิวลึงค์อยู่ตลอดเวเวลาซึ่งได้น้ำจากน้ำธรรมชาติที่ ไหลอยู่ตลอดขาดสายซึ่งพบเฉพาะที่ปราสาทวัดพูเท่านั้น

ถือเป็นภูมิปัญญาของผู้สร้างปราสาท ในการเลือกสถานที่ตั้งศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์และการออกแบบก่อสร้างปราสาท ที่จัดวางความเชื่อและลักษณะของธรรมชาติได้อย่างลงตัว

 

ภาพหินสลักรูปจระเข้

ถัดมาทางด้านซ้ายของตัวปราสาทหลัก ( เดินเข้ามาลึกราว 20 เมตร ) จะพบพื้นที่ซึ่งสะท้อนแนวคิดในช่วยอารยธรรมภายใต้อาณาจักรเจนละ  ที่มีแนว คิดเรื่องนับถือเทพเจ้าและการบูชายัญ



ซึ่งบริเวณนี้ได้สะท้อนให้เราเห็น ความเชื่อเมื่อครั้งอดีตซึ่งผู้คนมีศรัทธาความเชื่อเรื่องผีแห่งขุนเขา  
ที่เชื่อว่าจะคอยปกปักรักษาและคุ้มครองผู้คน บันดาลให้พืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์




ดังนั้นในทุกๆปีจึงมีการเซ่นสังเวยผี เทพ โดยในพิธีจะมีการนำชายหญิงพรหมจรรย์หนึ่งคู่มาเข้าพิธี แต่งตัวให้สวยงาม  จัดหาอาหารให้กินจนสำราญ  แล้วให้นอนลงบนแทนก้อนหิน หลังจากนั้นทิ่มแทงด้วยมีดให้เลือดไหลลงไปตามรางหิน และนำไปทาแผ่นดิน

 

ดไปไม่ไกลจากแท่นบูชาจะพบรูปสลักหัวช้าง มีข้อมูลที่ระบุว่าสร้างขึ้นเพื่อบูชาช้างเอราวัณของพระอินทร์

 



ภาพหินสลัก พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียรเหนือราหู
เนื่องด้วยปราสาทวัดพูหันหน้าตรงไปทิศตะวันออก และทับหลังเป็นรูปพระอินทร์ก็มาจากความหมายว่า

พระอินทร์ผู้เป็นเทพที่ดูแลโลกทางด้านทิศตะวันออก กำกับดูแลดินฟ้าอากาศ ทำให้โลกมีความชุ่มชื้น
และได้ช้างเอราวัณเป็นพาหนะซึ่งพระอิศวรประทานให้ ช้างเอราวัณจึงมีหน้าที่ดูดน้ำจากโลกขึ้นไปบนสวรรค์ ให้พระอินทร์บันดาลให้เกิดน้ำจากฟ้าตกลงสู่โลก ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์



วันเวลาผันเปลี่ยน ผ่านเรื่องราวแต่ละยุคสมัย ความเชื่อได้ผสมผสาน สอดแทรกและอยุ่ร่วมกัน พุทธ พราหมณ์ ฮินดู

 



ทวารบาล  ที่จะต้องพบเจอเสมอเมื่อไปเยือนปราสาทหินตามคติความเชื่อของขอม




นางอัปสรณ์ ก็เป็นอีกสิ่งที่พบเจอเสมอเช่นกัน

มักพบเสมอบริเวณปา่กประตู

 

ภายในจะพบพระพุทธรูปองค์ใหญ่

 

แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความเชื่อของคนท้องถิ่นก็ได้ถูกปรับและสอดแทรก ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งเป็นอีกปัจจัย ที่ทำให้ปราสาทที่ถูกสร้างด้วยความเชื่อต่างลัทธิ ยังคงยืนหยัดอยู่ จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ความเชื่อต่างๆได้ถูกอีกความเชื่อมากลืนกิน ทับซ้อนก็ตาม



อาจจะเป็นอีกปริศนา ซ่อนไว้ให้ผู้มาเยือนได้ตระหนักรู้และพนร้อมยอมรับ ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา


หลายภาพสลักผมไม่สามารถเก็บภาพได้ทั้งหมดด้วยเวลาที่ไปถึงค่อนข้างค่ำแล้ว
แสงไม่พอและถึงเวลาปิดทำการแล้ว

ถือว่าเป็นโอกาสที่จะเร่งเร้าให่้เราต้องหาโอกาสกลับไปเยือนวัดพูให้ได้อีกในเวลาอันใกล้ครับ

 

http://pantip.com/topic/30543422


แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ
เฮือนหิน วัดพู, จำปาสัก สปป.ลาว
สถานที่ วัดพู จำปาสัก สปป.ลาว
โพสต์เมื่อ วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน 2556
เวลา 21:53
เข้าชม 1,325 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/ci36rn