ทริปตูนีเซียประตูสู่ซาฮาร่า # 2 Unexpected Tunisia : Tunis - Cathage - Sidi Bou Said - Kairouan

โพสต์เมื่อ วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน 2556 เวลา 11:48 | เข้าชม 1,052 ครั้ง


Unexpected Tunisia : Tunis – Cathage - Sidi Bou Said – Kairouan


วัน แรกของการเดินทางเราจะใช้เวลาในพื้นที่เมืองเก่าที่เคยเจริญรุ่งเรืองและ มีบทบาทสำคัญในอดีตอย่างเมืองคาร์เทจ( cathage) เราออกจากสนามบินนานาชาติตูนิส คาร์เทจราวๆ 6 โมงเช้าพร้อมกับอากาศที่หนาวเย็นจนสั่นและมีไอจากปากเมื่อยามที่ต้องส่ง เสียงพูด ในช่วงเดือนมกราคม ยามเช้าแบบนี้ผู้คนในเมืองตูนิสเริ่มคึกคักแล้วแต่ก็เป็นความคึกคักแบบเงียบ เหงา ไม่จอแจ ที่นี่รถไม่ติด ฟ้าใสและผู้คนนิยมเดินไปมามากกว่าใช้รถยนต์ส่วนตัว บรรยากาศจากสนามบินตูนิสไปคาร์เทจนั้นจะผ่านบ้านเมืองที่สร้างอยู่บนเนิน เตี้ยๆ สลับกันไป พร้อมกับทุ่งหญ้าเขียวขจีซึ่งขัดกับความรู้สึกแรกที่ทราบว่าต้องมาเยือนตูนี เซีย ประเทศที่มีทะเลทรายเกือบถึงครึ่งประเทศ บ้านเรือนของที่นี่จะสร้างมิดชิดเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยม มีจุดเด่นคือบานประตู หน้าต่างและสีสันของอาคารซึ่งเป็นสีฟ้า ขาว เป็นหลัก

 

เมื่อเริ่มเข้าสู่เขตเมืองเก่าอย่าง คาร์เทจแล้วสำหรับคนที่ชื่นชอบเรื่องราว ทางประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมสมัยกรีก โรมันแล้วน่าจะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่พบเห็นอยู่ข้างหน้า ที่ตูนีเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่อิทธิพลสมัยกรีกโรมัน แผ่ซ่านปกคลุมเข้ามาถึงและหยั่งรากฝังลึกอยู่นาน

สิ่งที่สร้างความตื่นตาที่โดดเด่นคือ ความสมบูรณ์ของสิ่งก่อสร้างที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่มากและการเข้าถึงของนัก ท่องเที่ยวได้อย่างชิดใกล้มากกว่า โดยเฉพาะในพื้นที่คาร์เทจซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดอีกแห่งหนึ่งในอดีตคนพื้น เมืองชาวฟีนีเชียนซึ่งเดินทางโดยเรือค้าขายรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้สร้างอาณาจักรแห่งนี้ในบริเวณปากอ่าวทะเลเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน เพื่อเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ

จึงทำให้เมืองคาร์เทจที่ปัจจุบันหลงเหลือแต่ซากนี้ เคยเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองและทรงอิทธิพลไม่แพ้อาณาจักร โรมัน

 

Cathage : คาร์เธจ

Cathage : คาร์เธจ เป็นเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก ในปี ค.ศ. 1979
เป็น เมืองโรมันโบราณที่ก่อกำเนิดเมื่อ 814 ปี ก่อนคริสตกาลเมื่อชาวฟินิเซียหนีการรุกรานของกรีกและโรมันโดยการนำของเจ้า หญิงดิโด้ ถอยร่นจนมาถึงริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

 

พระนางได้ขอซื้อที่ดินจากผู้ครอบครอง เดิม ในยุคกรีกโบราณคือนครคาร์เธจที่ถูกสร้างขึ้นโดยชาวฟินิเซีย ตั้งอยู่บนแหลมบริเวณเวิ้งอ่าวตูนิส ทำให้ได้เปรียบในด้านการเดินเรือ เป็นยุทธศาสตร์การค้าทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่สำคัญ เป็นจุดการส่งผ่านขึ้นเรือทุกลำที่จะข้ามทะเลสู่เกาะซิซีลี

แต่ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องแท้จริงของนครคาร์เธจนั้นสูญหายไปพร้อม ๆกับการสูญสลายจากการพ่ายแพ้ต่อกองทัพโรมันในสงครามพิวนิก ครั้งที่ 3 ที่โรมันได้เผาทำลายนครคาร์เทจจนสิ้นซากในบริเวณใกล้เคียงด้านล่างนี้จะเป็นซากเมืองสมัยพิวนิค ( คำที่ชาวโรมันเรียกชาวฟินีเซียนที่มาตั้งถิ่นฐานในแอฟริกาเหนือ)

 

 

ดังนั้นตำนานคำบอกเล่าต่าง ๆ เกี่ยวกับนครคาร์เธจจึงเป็นเพียงจดหมายเหตุและตำนานจากการบอกเล่าของโรมัน อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาโรมันได้กลับมาสร้างเมืองคาร์เธจให้โชติช่วงขึ้นใหม่บนซากปรักหักพัง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่ โรงละคร วิลล่า และห้องอาบน้ำ นครคาร์เธจกลายเป็นเมืองหลวงในการบริหารสำหรับแอฟริกา


 

ตำนานเดิมกล่าวไว้ว่า พระนางตกลงขอพื้นที่แค่ผืนหนัง จากนั้นได้ขลิบผืนหน้ง ออกเป็นเส้นเล็กแล้วตีขีดเป็นวง จึงทำให้ได้ที่ดินมากพอจะสร้างเป็นเมืองคาร์เทจ

ดัวยที่ตั้งเหมาะสมจึงทำให้คาร์เทจเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว หากแต่ด้วยความขัดแย้งกับกรีกและโรมันซึ่งมีมาแต่เก่าก่อนแล้วนั้น จึงมีศึกสงครามกับกรีกหลายครั้ง

ณ จุดนี้จะเห็นภาพเมืองตูนิสในปัจจุบันและทะเลเมดิเตอเรเนียนได้ชัดเจนที่สุด

 

 

รวมถึงครั้งสำคัญ ๆคือสงครามเกาะซิซีลี ตั้งแต่ 480 ถึง 307 ปี ก่อนคริสตกาล ส่วนสงครามกับโรมันนั้นคือสงครามพิวนิค

ในภาพเป็นโบสถ์คริสซึ่งตั้งตระหง่านเด่นอยู่บนเขาชื่อบีร์ซาน

 

 

ซึ่งในครั้งที่สามนั้น ทำให้คาร์เธจถึงสิ้นชาติ บ้านเมืองถูกเผาทำลายจนแทบไม่เหลือศิลปะสิ่งก่อสร้างให้เห็น จนกระทั่งจูเลียส ซีซาร์ มาบูรณะคาร์เธจขึ้นใหม่และอยู่ภายใต้อำนาจของโรม

 

ภายในมีพิพิธภัณฑ์คาร์เทจ ซึ่งรวบรวมโบราณวัตถุ สิ่งมีค่าไว้มากมาย โดยที่ยังคงสภาพที่ดีมากๆอยู่แถวนี้

 

 

แม้การจัดวางจะดูไม่ตื่นตาและเร้าใจ แต่สิ่งที่รอยู่ข้างหน้าล้วนทำให้สิ่งต่างๆที่กล่าวถูกกลายเป้นองค์ประกอบ รองและแทบจะไม่มีความสำคัญในการสร้างแรงดึงดูดให้เข้ามาเยี่ยมชม

 

แผนผังภายในเพื่อความเข้าใจภาพรวม ( จำเป็นอย่างยิ่ง เสียดายที่ จนท.มีเอกสารติดมือมาให้น้อยเกินไป )

 

ชัดๆ ที่นำมาเป้นแผ่นขนาดใหญ่ให้ได้สัมผัสและชื่นชมกับตา

 

บางชิ้นสามารถเดินขึ้นไปสัมผัส ( ด้วยการเหยียบเพราะใช้ปูพื้นเป้นปกติ ) และบางชิ้นอนุญาตให้ใช้มือสัมผัสได้ไม่หวงห้าม

 

ผังเมืองเก่าที่ถูกอธิบายโดย Mr. Hannes

 

ภายใน

 

หวงห้าม ไม่อนุญาตให้สัมผัส

 

ใกล้ๆกันมีร้านอาหาร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กำแพงเก่าด้วย

 

กำแพงและท่อส่งน้ำในอดีต

 

พื้นที่ใกล้เคียง ที่แม้สภาพจะไม่สมบูรณ์มากนักแต่ยังมีอีกหลายแห่งในพื้นที่ทั่วประเทศ

 

ช่วงสายๆแม้แดดจะแรงขึ้นมาบ้าง ต่อากาศที่เย็นเฉียบไม่ได้ทำให้อุ่นขึ้นเท่าไหร่ครับ  เราเดินทางต่อไปยัง  ซิดิ บู ซาอิด ( Sidi Bousaid ) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองตูนิสไปราว 20 กิโลเมตร

 

ซิดิ บู ซาอิด ( Sidi Bousaid ): เมืองที่ห่างจากตูนิส 20 กิโลเมตรเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นที่รู้จักกันอย่างมากในแง่ความงดงามและ เอกลักษณ์ ความงดงามของศิลปะการใช้สี ฟ้า ขาว


 

เดิมที่นี่เป็นหมู่บ้านของชาวมัวร์ ที่สร้างบนหน้าผาซึ่งสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์แสนงดงามของอ่าวตูนิสได้

 

มีตำนานเล่าขานไว้ว่า นักบุญหลุยส์ผู้ซึ่งเสร็จจากศึกสงครามได้มาถึงที่แห่งนี้ ได้ตกหลุมรักกับเจ้าหญิงเบอร์เบอร์ และได้อาศัยอยู่อย่างสงบสุข จึงได้เปลี่ยนชื่อและกลายเป็นนักบุญอุปถัมภ์ของหมู่บ้านแห่งนี้

 

ที่นี่ตามถนนจะปูลาดด้วยหินก้อนโต  ลัดเลาะ คดเคี้ยวไปตามถนนและหมู่บ้านสีฟ้า ขาวจนถึงจุดชมวิว ที่งดงามของทะเลสีมรกตและชายหาดทางตอนใต้ของอ่าวตูนิส ที่นี่นักเดินทาง มักจะคลายเหนื่อยด้วยการนั่งทอดอารมณ์ไปกับบรรยากาศด้วย การจิบชามินต์( mint ‘ s tea ) หรือกาแฟรสดี ในร้านกาแฟที่มีอยู่ทั่วไป

 

หรือร้านชามินท์เป็น land mark

 

ซึ่งมักจะถูกนำไปเขียนลงกระเบื้องเสมอๆ

 

ระหว่างทางเดินที่นี่จะมีร้านค้าที่มีสินค้างานฝีมือของชาวตูนิส

 

ของเก่าแก่โบราณ

 

เครื่องประดับเงิน งานศิลปะ หลากหลายชนิดโดยเฉพาะเครื่องหนัง รองเท้าที่ระบุว่าทำจากหนังอูฐ

 

หรือจะแวะคลายเมื่อยล้า กับร้านกาแฟ ชามินท์กับคนท้องถิ่น

 

นั่งมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา

 

ในร้านชามินท์ขึ้นชื่อ

 

หรือจะซื้อและชมงานศิลปะ ด้วยว่าที่นี่ เพิ่ง"เปิด"ให้ชาวตะวันตกเข้าไปตั้งถิ่นฐานได้เมื่อปี ๑๘๒๐ ซึ่งตั้งแต่นั้นมาศิลปินชาวยุโรปชื่อดังทั้งหลาย ทั้ง นักเขียน จิตกร ต่างก็พากันมากันที่นี่กันจำนวนมาก

 

 

อย่างเงียบๆ ก็ถือเป็นการพักผ่อนที่ดีไม่น้อยหลังจากต้องนั่งหลังขด หลังแข็งมาเป็นเวลานานบนเครื่องบิน

 

ใช้เวลาสักพักกับที่ Sidi Bousaid ก็ได้เวลาเดินทางต่อครับ

 

คราวนี้มุ่งหน้าไปที่ Baths of Antonin

 

อาบน้ำร้อนแอนโตนิน (the Baths of Antonin)

อาบน้ำร้อนแอนโตนิน (the Baths of Antonin)เป็นหนึ่งในห้องอาบน้ำที่ใหญ่ที่สุดที่สร้างขึ้นภายใต้อาณาจักรโรมัน

 

กับห้องเย็นที่มีขนาดความยาวถึง 47 เมตรและสูง 15 เมตร

 

อาจต้องดูแผนผังประกอบในบริเวณใกล้เคียงแต่ยังคงซากปรักหักพัง ที่ค่อนข้างสมบูรณ์และน่าตื่นใจในความสามารถและวิธีคิดของคนในอดีต

 

สามารถเดินลงไปเยี่ยมชม ซึ่งถึงกับทึ่งในความสามารถขอคนยุคนั้น ที่มีวิวัฒนาการ การดึงน้ำมาใช้เป็นอย่างยิ่ง

 

ด้านล่าง ที่อาบน้ำร้อนและเย็น  ที่อาบน้ำของคนโรมันในสมัยโบราณ เขาจะแบ่งออกเป็นห้องโดยมีทั้งห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า อบไอน้ำ นวด

 

ร้านขายของที่ระลึกในราคาย่อมเยาครับ

 

ในช่วงบ่ายแก่ๆก็เดินทางลงทางใต้สู่เมืองไครูน ,ไครวน (Kairouan)หรือคารวาน(Karwan)

 

 

เมืองหลวงของเขตการปกครองไครูนและ เมืองหลวงทางวัฒนธรรมอิสลาม ซึ่งบรรยากาศระหว่างเดินทางลงใต้ไปเรื่อยๆนั้นช่วงแรกยังเขียวชอุ่มอยู่มาก

 

มีการทำการเกษตร

 

ซึ่ง พท.อีก 60% ของประเทศนั้นจัดว่าเป็นพื้นทีอุดมสมบูรณ์มาก แม้อีก 40 จะเป็นทะเลทรายก็ตาม

 

สภาพบ้านเรือนตามชนบทที่ได้รับการจัดสรรและปรับปรุงให้ดีขึ้นเป็นจำนวนมาก

 

หลายแห่งกำลังปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ที่น่าสนใจคือในย่านชุมนเกือบทุกแห่ง มักจะมีชาวตูนิสยิ้มรับและโบกมือทักทายเสมอ

 

ราว 5 โมงเย็นก็เดินทางถึงเมืองไครวน ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในสี่ของเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลาม (อีกสามเมืองได้แก่ นครเมกะ , คูฟ่า และเมดิน่า ) โดยเยรูซาเร็มถือเป็นเมืองหลักที่มีความสำคัญสูงสุด

 

เมืองไครวนนี้ เป็นอีกเมืองในตูนีเซียที่ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก สาเหตุที่เราล่องใต้ลงมาและพักที่ไครวนนีเเพื่อเตรียมท่องเที่ยวในพื้นที่ เมืองไครวน – สบีทลา( Sbeitla)และโทเซอร์(Tozeur) ในวันพรุ่งนี้ต่อไป

 

คืนแรกเราอาศัยโรงแรม Golden Yasmin la Kasbah Kairouan )

 

(ในเครือ Golden Yasmin )เป็นที่พักผ่อนเกือบตลอดทริปการเดินทาง ด้วยว่ามีอยู่ในเกือบทุกเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวในประเทศนี้

 

โรงแรม  Golden Yasmin la Kasbah Kairouan เป็นโรงแรมที่สร้างอยู่ในป้อมปราการเก่า

 

แล้วมา renovate จึงทำให้บรรยากาศการเข้าพักผ่อนที่นี่ดูมีเสน่ห์ที่ล้ำลึก

 

บรรยากาศและการบริการที่นี่อาจจะไม่ ถึงระดับ 5 ดาว ( แม้จะได้การันตีว่า 5 ดาวก็ตาม ) เมื่อเทียบกับโรงแรมในเครือ Golden Yasmin ด้วยกันเองแล้ว

 

ห้องพักจะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่

 

แต่มาตรฐานของสุขภัณฑ์ยังไม่ได้มาตรฐานโดยเฉพาะเรื่องความสะอาดที่เพียงพอ

 

 

รวมไปถึงการบริการพื้นฐานต่างๆของโรงแรม เมื่อเทียบกับ 5 ดาวเครือเดียวกันในตูนีเซีย

 

ประทับใจห้องน้ำชายมาก โดยเฉพาะลวดลายของกระเบื้องซึ่งเก็บรายละเอียดถึงท่อน้ำเล็กๆด้วยครับ  แต่โถของที่นี่สูงมาก มาตรฐานชายชาวเอเชีย ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่นี่อาจจะลำบากนิดนึง

 

ส่วนรสชาติอาหาร ส่วนตัวไม่ค่อยมีปัญหากับรสชาติของอาหารในต่างสถานที่ซึ่งไม่คุ้นเคย

 

แต่หากเพื่อนท่านอื่นคิดว่าอาจจะไม่ สนุกกับรสชาติอาหารที่มีรสเปรี้ยวนำเป็น หลัก พร้อมกับเครื่องเทศแบบอาหรับในอาหารจำพวกเนื้อไก่แล้ว อาจต้องหนีบอาหารกระป๋อง พริกสำเร็จรูปติดไปด้วยน่าจะช่วยได้ไม่น้อย

 

จุดน่าสนใจอีกอย่างของโรงแรมนี้คือ มี souk หรือตลาดเล็กๆอยู่ในโรงแรมด้านหลังติดกับร้านอาหารหรือบาร์ข้างสระน้ำ

 

ราคาสินค้าอาจจะสูงไปสักนิดแต่ก็เพลิดเพลินได้ไม่น้อย

 

หรือจะลองนั่งกับบรรยากาศบารากู่ของชาวอาหรับก็ช่วยทำให้ชีวิตในตูนีเซียมีสีสันมากยิ่งขึ้น

 

ยิ่งช่วงราว 1 ทุ่มกว่าจะมีเสียง pray call ด้านหลังโรงแรม ยิ่งช่วยเร่งเร้าบรรยากาศให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นครับ

 

ที่นี่ตั้งอยู่ภายใน รร.ติดกับสระว่ายน้ำครับ sofra restaurant

 

หรือถ้ามีเวลาต้องเดนเล่นใน ซุค ( Souk ) หรือตลาดจริงๆได้ครับ
ในเมืองไครวนนี้จะมี souk หรือตลาดท้องถิ่นอยู่ข้างๆโรงแรมซึ่งใช้เวลาดินราว 5 นาทีก็ถึง

 

 

จะเปิดราวๆ 7 โมงเช้าและปิดราว 6 โมงเย็น

 

สิ่งที่น่าสนใจของ souk ที่นี่คือ ทุกอย่างของคนท้องถิ่นที่นี่จะรวมอยู่ใน ซุค
ซึ่งใครเดินทางไปที่ไหนและชอบที่จะสำรวจเมืองนั้นๆด้วยระยะที่รวดเร็ว ตลาดจะเป็นเป้าหมายที่ต้องไปเยือน

ซุคที่นี่ก็เช่นกันครับ

 

แค่ได้นั่ง หรือหยุดเดินเพียงเล็กน้อย คนท้องถิ่นก็จะแวะมาพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับเราแล้วครับ

 

สินค้าพื้นเมืองต่างๆ ที่นี่ราคาถูกและคุณภาพดี

 

รวมไปถึงของฝากชิ้นเล็กๆไปจนถึงชิ้นใหญ่และพรมทอมือที่สวยงาม ได้รวมอยู่ใน ซุคแห่งนี้

 

นอกจากนี้สิ่งที่น่าตื่นใจคือผู้คนและอาหารภายใน souk

 

พ่อค้า( ส่วนใหญ่พ่อค้า นานๆครั้งจะมีแม่ค้า บ้าง ) ที่นี่จะใจดี ต่อราคาได้ และบอกราคาไม่สูงมากนัก และหากเป็นราคาที่รับได้เค้ายินดีขายในทันที แต่หากขายไม่ได้เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่มีการตื้อ บังคับแต่อย่างใด

 

การได้มีโอกาสได้เดินใน souk จะช่วยทำให้สามารถพบเจอและสัมผัสวิถีชีวิตของชาวตูนิส ได้อย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เพาะความหลากหลายในตลาดคือวิถีดั้งเดิมของคนที่นี่

 

ร้านกาแฟ ร้านชามินต์ ยังคงได้รับความนิยม ยังไม่มี Starbucks ไปเปิดแข่ง ยังไม่มี Pizza , KFC , Chester Grill หรือ fastfood ข้ามชาติไปเปิดแข่งแย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกันใน souk

ดังนั้นจึงะพบเห็นคนแก่ชาวตูนิส แต่งกายพื้นเมือง มานั่งทอดกาย พูดคุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่เต็มร้านชามินต์  

 

 

พบเห็นคนเร่ร่อนแต่งกายแปลกตาจากที่ คุ้นเคย แสดงโชว์เพื่อแลกกับเศษเงินเล็กน้อย พบเห็นวัยรุ่นสนุกสนานในการเกี้ยวพาราสีหญิงสาวชาวตูนิสด้วยกัน ซึ่งไม่พบเห็นง่ายนักในประเทศอาหรับ

 

หรือแม้กระทั่งนั่งชื่นชมหญิงสาวชาวตูนิสในชุดฮิญาบหลากสีสันสะดุดตามากกว่า สีดำ อึมครึม

 

แค่นี้ก็คุ้มค่ากับการได้มาเดินเล่น ใน souk สัก 1-2 ชั่วโมงแล้ว ยังไม่รวมคนที่จะได้สินค้าในราคาถูกกว่าร้านค้าทั่วไปในย่านท่องเที่ยวติด มือกลับไปอีกด้วย

 

http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2012/02/E11702450/E11702450.html


แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ
ทริปตูนีเซียประตูสู่ซาฮาร่า # 2 Unexpected Tunisia : Tunis - Cathage - Sidi Bou Said - Kairouan
สถานที่ tunisia ตูนีเซีย ตูนิเซีย
โพสต์เมื่อ วันเสาร์ ที่ 8 มิถุนายน 2556
เวลา 11:48
เข้าชม 1,052 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/O8H1Fi